⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 473/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 473/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การเชิดบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้เป็นตัวแทนย่อมผูกพันบริษัทเสมือนว่าบุคคลนั้นเป็นตัวแทนของบริษัทจริง แม้จะไม่มีการตั้งแต่งตัวแทนอย่างเป็นทางการก็ตาม * การตกลงอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ในตอนแรก แต่ต่อมาได้ตกลงกันในอัตราที่ต่ำกว่าและไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ถือว่าไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ข้อบังคับของบริษัทโจทก์ ข้อ 4 มีความว่า "เมื่อมีการประชุมสามัญประจำปีภายหลังแต่การจดทะเบียนบริษัท ในทุก ๆ ปีต่อไปของบริษัทก็ดี ผู้ที่เป็นกรรมการต้องออกจากตำแหน่งทั้งสิ้น ..." ดังนี้ กรรมการชุดเดิมต้องออกจากตำแหน่งต่อเมื่อมีการประชุมสามัญประจำปีในทุก ๆ ปี ถ้าไม่มีการประชุมสามัญประจำปี กรรมการก็ยังคงเป็นกรรมการของบริษัทอยู่ต่อไปหลังจากตั้งกรรมการชุดเดิมแล้ว บริษัทโจทก์ไม่มีการประชุมสามัญประจำปีกรรมการบริษัทโจทก์ชุดเดิมจึงมีอำนาจลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายฟ้องจำเลยได้ ข้อที่ว่า บริษัทจำเลยเชิด ช. และ ส. ออกแสดงเป็นตัวแทนของบริษัทจำเลย ทำการกู้เงินจากบริษัทโจทก์ และบริษัทจำเลยได้รับและถือเอาประโยชน์จากการกู้ยืมรายนี้ ย่อมอยู่ในประเด็นว่าบริษัทจำเลยได้กู้เงินโจทก์โดย ช. และส. เป็นผู้มีอำนาจลงชื่อแทนบริษัทจำเลยในสัญญากู้ยืมหรือไม่ การตั้งตัวแทนที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือต้องทำเป็นหนังสือนั้นใช้แก่กรณีที่มีสัญญาตั้งตัวแทน ไม่ใช้แก่กรณีเชิดบุคคลเป็นตัวแทน พยานโจทก์เบิกความว่า การกู้ยืมเงินรายนี้จำเลยให้ดอกเบี้ยร้อยละ2 บาทต่อเดือน ดังนี้ เป็นเพียงเสนอด้วยวาจาเบื้องต้นเท่านั้น แต่เมื่อโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญากันแน่นอน ก็คิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1.25 บาทต่อเดือน จึงไม่ฝ่าฝืนอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.112 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.654 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.798 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.821 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1108 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1144 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคล ได้กู้เงินโจทก์ไป ๘๐,๐๐๐ บาทจำเลยผิดนัดขอให้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จำเลยให้การว่ามิได้กู้ยืม นายชั้นและนางสำเนียงซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อกู้ยืมมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทจำเลย ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินต้นตามฟ้องและดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ที่จำเลยฎีกาว่า บริษัทโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบริษัทจำเลย เพราะนางลมุล ประสงค์สุขการี และหลวงประเสริฐมนูกิจ กรรมการบริษัทโจทก์ทั้งสองที่ลงชื่อในใบแต่งทนายความได้พ้นตำแหน่งไปตามข้อบังคับของบริษัทโจทก์แล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าตามหนังสือของหอทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางกรมทะเบียนการค้า เอกสารหมาย จ.๔ ระบุว่าบริษัทโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๔๙๕ปัจจุบันบริษัทนี้จดทะเบียนกรรมการไว้ ๓ คน และจดทะเบียนกรรมการมีอำนาจลงชื่อแทนบริษัทไว้ว่า กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันจึงจะถือว่าผูกพันบริษัทได้ และตามหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของบริษัทโจทก์ เอกสารหมาย ล.๔ ข้อบังคับข้อ ๔ ความว่า "เมื่อมีการประชุมสามัญประจำปีภายหลังแต่การจดทะเบียนบริษัท ในปีทุก ๆ ปีต่อไปของบริษัทก็ดี ผู้ที่เป็นกรรมการต้องออกจากตำแหน่งทั้งสิ้นกรรมการผู้ออกไปนั้นจะเลือกเข้ารับตำแหน่งอีกก็ได้" ศาลฎีกาเห็นว่าความตามข้อบังคับข้อ ๔ นี้ กรรมการชุดเดิมต้องออกจากตำแหน่งต่อเมื่อมีการประชุมสามัญประจำปีในทุก ๆ ปี ถ้าไม่มีการประชุมสามัญประจำปีกรรมการก็ยังคงเป็นกรรมการของบริษัทอยู่ต่อไป สำหรับคดีเรื่องนี้หลังจากตั้งกรรมการชุดเดิมแล้ว บริษัทโจทก์ไม่มีการประชุมสามัญประจำปี ฉะนั้น กรรมการชุดเดิมจึงยังคงเป็นกรรมการบริษัทโจทก์อยู่นางลมุล ประสงค์สุขการี และหลวงประเสริฐมนูกิจ กรรมการบริษัทโจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความบริษัทโจทก์ฟ้องบริษัทจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า บริษัทจำเลยเชิดนายชั้น สิริสุข และนางสำเนียง ศรีพยัคฆ์ เป็นตัวแทนให้ทำการกู้เงินรายนี้และบริษัทจำเลยได้รับผลประโยชน์จากการกู้ยืมนั้น เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกประเด็นจากที่ได้กะประเด็นไว้ ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีเป็นเรื่องบริษัทจำเลยเชิดนายชั้นและนางสำเนียงออกแสดงเป็นตัวแทนของบริษัทจำเลย ทำการกู้เงินจากบริษัทโจทก์ และบริษัทจำเลยได้รับหรือถือเอาประโยชน์จากการกู้ยืมรายนี้ จึงอยู่ในประเด็นที่ว่าบริษัทจำเลยได้กู้เงินโจทก์โดยนายชั้นและนางสำเนียงเป็นผู้มีอำนาจลงชื่อแทนบริษัทจำเลยในสัญญากู้ยืมหรือไม่ตามที่ศาลชั้นต้นได้กะประเด็นไว้ หาได้วินิจฉัยนอกประเด็นอย่างใดไม่ ส่วนข้อที่ว่า การตั้งตัวแทนไปทำสัญญากู้ยืมอย่างเช่นในคดีนี้ ต้องทำเป็นหนังสือ เมื่อมิได้มีหลักฐานการตั้งตัวแทนเป็นหนังสือ การที่นายชั้นนางสำเนียงไปทำการกู้เงินจากโจทก์จึงไม่มีผลผูกพันบริษัทจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่าการตั้งตัวแทนที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือต้องทำเป็นหนังสือนั้นใช้แก่กรณีที่มีสัญญาตั้งตัวแทน ไม่ใช้แก่กรณีเชิดบุคคลเป็นตัวแทน จำเลยฎีกาว่า ได้มีการตกลงกันด้วยวาจาให้ดอกเบี้ยร้อยละ ๒ ต่อเดือนแต่เมื่อทำหนังสือสัญญากู้ยืมกันได้ลงอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ ๑.๒๕ บาทต่อเดือน ต้องถือว่าเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.๑ ระบุว่าจำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๒๕ บาทต่อเดือนหรือร้อยละ ๑๕ ต่อปีที่พยานโจทก์เบิกความว่าการกู้ยืมรายนี้จำเลยให้ดอกเบี้ยร้อยละ ๒ บาทต่อเดือน ก็เป็นเพียงเสนอด้วยวาจาเบื้องต้นเท่านั้น แต่เมื่อโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญากันแน่นอนก็คิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ ๑.๒๕ บาทต่อเดือนจึงไม่ฝ่าฝืนอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 473/2513 บริษัทประสงค์วัฒนา จำกัด โจทก์ บริษัทจำรัสและเพื่อน จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทประสงค์วัฒนา จำกัด · จำเลย - บริษัทจำรัสและเพื่อน จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ฉัตร รัตนทัศนีย์ · ศริ มลิลา · สว่าง ภูวะปัจฉิม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายไพโรจน์ ไวกาสี · ศาลอุทธรณ์ - นายศวิต สมหวัง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1452/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 170/2546ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 6/2475ฎีกา 1889/2511ฎีกา 2026/2494ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 4879/2533ฎีกา 863/2524ฎีกา 2657/2534ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา