คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2514
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินโดยการซื้อจากการขายทอดตลาดแล้วถูกจำเลยแย่งการครอบครองไปเกิน 1 ปี โจทก์ย่อมหมดสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง และไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากการครอบครองของจำเลยในช่วงเวลาดังกล่าวได้
ย่อคำพิพากษา
ที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญของจำเลยถูกศาลยึดมาขายทอดตลาดโจทก์เป็นผู้ซื้อได้และได้รับมอบที่ดินแล้ว จำเลยขัดขวางไม่ให้โจทก์เข้าครอบครองแสดงออกซึ่งการแย่งการครอบครองตลอดมา โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองได้ภายหลังที่จำเลยแย่งการครอบครองมาเกิน 1 ปีแล้ว แม้ศาลจะได้มีหนังสือสั่งให้อำเภอทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินนี้ให้โจทก์ และนับแต่วันที่อำเภอจดทะเบียนโอนให้จนถึงวันฟ้องจะยังไม่เกิน 1 ปีก็ตาม
การครอบครองของจำเลยหลังจากจำเลยได้สิทธิครอบครองมาโดยการแย่งครอบครองจากโจทก์นั้น ไม่นับว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์โจทก์เรียกค่าเสียหายสำหรับระยะเวลานี้ไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า ศาลออกหมายบังคับคดียึดที่นาของจำเลย ๒ แปลง ที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ขายทอดตลาด โจทก์เป็นผู้ซื้อได้ศาลสั่งให้อำเภอนางรองทำนิติกรรมการซื้อขายจดทะเบียนโอนให้โจทก์อำเภอทำนิติกรรมจดทะเบียนให้โจทก์เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๐๙ โจทก์ได้รับโอนตามกฎหมายแล้วก็จะเข้าครอบครองทำประโยชน์ จำเลยไม่ยอม กลับเข้ายึดถือครอบครองทำนาและขัดขวางโจทก์ โจทก์เข้าครอบครองทำนาได้เพียง ๑๐ ไร่เท่านั้น นอกนั้นจำเลยขัดขวางไว้ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารห้ามเกี่ยวข้องและให้ใช้ค่าเสียหาย
จำเลยให้การว่า ไม่เคยทราบคำบังคับของศาล ไม่ทราบว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อนาพิพาทได้ ที่พิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์รับซื้อจากการขายทอดตลาดของศาลเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๗ ได้ไปจดทะเบียนสิทธิและทำนิติกรรมโอนเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๐๙ พ้นกำหนด ๑ ปีแล้ว และโจทก์มิได้ใช้สิทธิเข้าครอบครองที่พิพาทเลยปล่อยให้จำเลยครอบครองทำกินอย่างเดิมตลอดมาตั้งแต่วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๗ ถึง ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๐๙ หรือจนบัดนี้ก็เกินกว่า ๑ ปีแล้ว ที่พิพาทจึงเข้าสู่สภาพเดิมเป็นของจำเลยตามกฎหมาย จำเลยมิได้ละเมิดสิทธิของโจทก์ ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหาย
ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์เพิ่งมาฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยแย่งสิทธิเข้าครอบครองนาพิพาทมาเกินกว่า ๑ ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ จึงไม่เป็นการละเมิด พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่นาพิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน โจทก์ซื้อได้จากการขายทอดตลาดของศาล และปรากฏว่า เมื่อโจทก์ซื้อที่พิพาทได้แล้ว โจทก์ได้รีบไปบอกจำเลยให้ไปหาที่ทำกินใหม่ จำเลยพูดขู่ว่าถ้าใครเข้าไปทำนานี้จะยิงให้ตาย แสดงว่าโจทก์ได้รับมอบที่พิพาทจากการขายทอดตลาดไปโดยชอบแล้ว แต่โจทก์หาได้เข้าครอบครองที่พิพาทนั้นไม่ คงปล่อยให้จำเลยครอบครองอยู่ และจำเลยได้ขัดขวางแสดงออกซึ่งการแย่งการครอบครองที่พิพาทตลอดมา โจทก์เพิ่งฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกิน ปี นับแต่เมื่อโจทก์ได้รับมอบที่พิพาทจากการขายทอดตลาด และถูกจำเลยแย่งการครอบครอง ย่อมหมดสิทธิที่จะฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ ที่พิพาทตกเป็นสิทธิของจำเลยแล้ว โจทก์จึงฟ้องขับไล่ไม่ได้
ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ที่ไม่ได้ทำนาพิพาทในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ นั้น ในปี ๒๕๐๙ นั้นโจทก์ขาดสิทธิครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายไม่ได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2514
นายบุญส่ง บุญโปร่ง โจทก์
นายดำ ผลเจริญ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายบุญส่ง บุญโปร่ง · จำเลย - นายดำ ผลเจริญ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พิชัย รชตะนันทน์ · ถาวร หุตะโกวิท · ประพนธ์ ศาตะมาน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายสมาน เวทวินิจ · ศาลอุทธรณ์ - นายวัฒนา ชิตวารี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา