คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2303/2514
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีปลอกกระสุนปืนโดยมิได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามมาตรา 7 และต้องระวางโทษตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ลงโทษทั้งจำคุกและปรับ
ย่อคำพิพากษา
การที่จำเลยมีปลอกกระสุนปืนโดยมิได้รับอนุญาตนั้นเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 7 จะต้องระวางโทษตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง มิใช่วรรคสอง เพราะวรรคสองเป็นบทกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรา 7 เฉพาะกรณีเกี่ยวกับส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืน ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงเท่านั้น เมื่อวรรคหนึ่งมีบทกำหนดโทษจำคุกและปรับจึงต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2510 ม.3
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๒ เวลากลางวัน จำเลยมีปลอกกระสุนปืนขนาด .๓๘ มม. ๖ ปลอก ซึ่งเป็นสิ่งประกอบกระสุนปืนอันเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ เหตุเกิดที่ตำบลด่าน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ตามวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยปลอกกระสุนปืนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๐มาตรา ๓ และริบของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยมีปลอกกระสุนปืนไว้ในความครอบครองจริงดังฟ้องโดยตั้งใจจะเอาไว้ทำยันต์เครื่องรางให้ลูก
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ปลอกกระสุนปืนที่จำเลยมีไว้ในความครอบครองเป็นส่วนที่เหลือจากการใช้กระสุนปืนไปแล้ว ไม่ใช่เครื่องกระสุนปืนตามความหมายของกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิดพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ปลอกกระสุนปืนของกลางนี้เมื่อบรรจุดินปืนและหัวกระสุนใหม่แล้วก็ใช้ยิงได้ทันทีจึงเป็นเครื่องกระสุนปืนตามความหมายของพระราชบัญญัติอาวุธปืน จำเลยมีความผิดตามฟ้องพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๓ ให้ปรับจำเลย ๓๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อทางพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลย ๑๕๐ บาท ไม่ชำระจัดการตามมาตรา ๒๙, ๓๐ ของกลางริบ
โจทก์ฎีกา ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียวเป็นการมิชอบ
ศาลฎีกาตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาแล้ว
คดีนี้มีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาแต่เฉพาะข้อกฎหมายข้อเดียวว่ากำหนดโทษความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลอุทธรณ์ลงแก่จำเลยเป็นการชอบหรือไม่
พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗๒ ซึ่งถูกยกเลิกโดยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"มาตรา ๗๒ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท
ถ้าการฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งเป็นเพียงกรณีเกี่ยวกับส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืนตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
ดังนี้ เห็นได้ว่าผู้มีเครื่องกระสุนปืนไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรา ๗ นั้น จะต้องระวางโทษตามมาตรา ๗๒ วรรค ๑ มิใช่วรรค ๒ เพราะวรรค ๒ เป็นบทกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรา ๗ เฉพาะกรณีเกี่ยวกับส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืนตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงเท่านั้น ฉะนั้น การที่จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๗ จึงต้องระวางโทษตามวรรค ๑ ซึ่งกำหนดทั้งจำคุกและปรับ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงแต่โทษปรับจึงเป็นการมิชอบ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะที่เกี่ยวกับกำหนดโทษให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๖ เดือน และปรับหนึ่งพันบาท จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาล เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ เหลือโทษจำคุกสามเดือน และปรับห้าร้อยบาท โทษจำคุกให้ยกเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๕ คงให้ปรับแต่อย่างเดียว ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้นี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2303/2514
อัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์
นายบุญหนา หรือบุญนา เชื่อมั่น จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดศรีสะเกษ · จำเลย - นายบุญหนา หรือบุญนา เชื่อมั่น |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จินตา บุณยอาคม · จรัญ อิศระ · แปลก ศิงฆมานันท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายสุวรรณ ตระการพันธุ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายศิริ กลัมพะสุต |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา