⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 477/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การละเมิดที่ทำให้เศร้าโศกเสียใจและผิดหวังนั้น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้บัญญัติให้เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ * บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นที่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดที่กระทำต่อบิดามารดา * สิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดต่อผู้ตายจะตกทอดแก่ทายาทของผู้ตายเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

กรณีละเมิดที่เป็นเหตุให้เศร้าโศกเสียใจและผิดหวังประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บัญญัติไว้ให้เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แม้จะเป็นบิดาตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม (อ้างฎีกาที่ 789/2512) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1535 บุตรนั้นหมายถึงบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ซึ่งมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา เมื่อปรากฏว่าโจทก์และโจทก์ร่วมจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2508 การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงมีผลตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2508 หาใช่มีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2507 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีไม่ ฉะนั้น ในขณะฟ้องผู้ตายจึงยังเป็นบุตรนอกสมรสของโจทก์อยู่ โจทก์ซึ่งเป็นบิดาจึงไม่มีสิทธิฟ้องบุคคลที่กระทำละเมิดต่อบุตรนอกสมรสของตน (อ้างฎีกาที่ 1285/2508) โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะเป็นทายาทผู้รับมรดกจากเด็กชาย ธ. ผู้ตายแต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์มิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายแล้วอำนาจฟ้องของโจทก์ก็ไม่มีคำร้องของ ค. มารดาของเด็กชาย ธ. ที่ขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม จึงเป็นอันตกไป (ปัญหาข้อนี้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 4/2514) ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพตามมาตรา 443 วรรค 1หมายความเฉพาะผู้ที่เป็นทายาทของผู้ตายที่จะเรียกร้องเอาแก่ผู้ที่กระทำละเมิด ทำให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเพราะสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยเหตุที่ได้ละเมิดแก่เจ้ามรดกตกทอดมายังตนผู้เป็นทายาทภายใต้บังคับของมาตรา 1649 เท่านั้น มิได้หมายความว่าใครทำศพผู้ตายแล้วก็จะมีสิทธิเรียกร้องค่าทำศพในลักษณะที่เป็นค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดเสียเองได้เสมอไป เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทผู้ตายเพราะไม่ได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการปลงศพเป็นค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ตาย (อ้างฎีกาที่ 1314/2505) โจทก์ร่วมแม้จะเป็นมารดาของผู้ตาย แต่เมื่อฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์มาแต่ต้นสิทธิโจทก์ร่วมก็ไม่ดีกว่าโจทก์ โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อาจเรียกค่าใช้จ่ายในการทำศพผู้ตายได้ สำหรับจำเลยที่ 1 ลูกจ้าง ซึ่งแม้มิได้ฎีกาก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่าเป็นนายจ้างซึ่งต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ฉะนั้น อาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) และมาตรา 247 ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยตลอดถึงจำเลยที่ 1 ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.443 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1530 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1535 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1649

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ขับรถโดยสารด้วยความประมาท รถทับเด็กชายธนะบุตรโจทก์ถึงแก่กรรม อันเป็นการทำละเมิดในทางการที่จ้าง ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๖๔,๕๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ให้การสู้คดีในระหว่างสืบพยานจำเลยที่ ๒ นางเครือวัลย์ยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมอ้างว่าเป็นมารดาของเด็กชายธนะผู้ตาย ได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ ภายหลังที่เด็กชายธนะถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายรวม ๓๔,๕๗๒ บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาแก้เป็นให้จำเลยที่ ๒ ร่วมใช้ค่าปลงศพให้โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเงิน ๑๔,๕๗๒ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ ๒ ต่างฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีละเมิดที่เป็นเหตุให้เศร้าโศกเสียใจและผิดหวังนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บัญญัติไว้ให้เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แม้จะเป็นบิดาตามกฎหมายก็ตาม ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๙/๒๕๐๒ แม้จะเป็นบิดาตามกฎหมายก็ไม่อาจเรียกค่าเศร้าโศกเสียใจได้อยู่แล้ว โจทก์ในคดีนี้ซึ่งไม่ได้เป็นบิดาตามกฎหมายจึงไม่มีทางจะเรียกค่าเศร้าโศกเสียใจได้เลย ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ควรได้รับการอุปการะทดแทนจากผู้ตายเพราะโจทก์อุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาตลอดมานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๓๕ หมายถึงบุตรชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ซึ่งมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาเมื่อโจทก์เป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้ตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๓๐ การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผล (๑) ถ้าบิดามารดาสมรสกันภายหลัง ให้มีผลนับแต่วันสมรส เมื่อปรากฏว่าโจทก์และโจทก์ร่วมจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของเด็กชายธนะ ศรคุปต์ จึงมีผลตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ หาใช่มีผลตั้งแต่วันฟ้องคดีนี้คือ วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๗ ไม่ ฉะนั้น ในขณะฟ้องผู้ตายจึงยังเป็นบุตรนอกสมรสของโจทก์อยู่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบุคคลที่กระทำละเมิดต่อบุตรนอกสมรสของตน ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๕/๒๕๐๘ ส่วนข้อที่โจทก์อ้างว่า คดีนี้นางเครือวัลย์มารดาผู้ตายได้ร้องขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ซึ่งศาลก็อนุญาตแล้ว โจทก์ร่วมย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้นั้น ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะเป็นทายาทผู้รับมรดกจากเด็กชายธนะผู้ตาย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าเมื่อฟ้องเดิมโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเสียแล้ว คำร้องขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมของผู้ร้องจึงเป็นอันตกไป สำหรับฎีกาของจำเลยที่ ๒ ศาลฎีกาเห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพตามมาตรา ๔๔๓ วรรค ๑ หมายความเฉพาะผู้ที่เป็นทายาทของผู้ตายที่จะเรียกร้องเอาแก่ผู้ที่กระทำละเมิดทำให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เพราะสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยเหตุที่ได้ละเมิดแก่เจ้ามรดกตกทอดมายังตนผู้เป็นทายาทภายใต้บังคับของมาตรา ๑๖๔๙ เท่านั้น มิได้หมายความว่าใครทำศพผู้ตายแล้วก็จะมีสิทธิเรียกร้องค่าทำศพในลักษณะที่เป็นค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดเสียเองได้เสมอไป เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทผู้ตายเพราะไม่ได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการปลงศพเป็นค่าสินไหมทดแทนแก่ตน ในการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ตายตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๑๔/๒๕๐๕ สำหรับโจทก์ร่วมนั้นแม้จะเป็นมารดาของผู้ตายแต่เมื่อฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์มาแต่ต้นสิทธิโจทก์ร่วมก็ไม่ดีไปกว่าโจทก์ โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อาจเรียกค่าใช้จ่ายในการทำศพผู้ตายได้ สำหรับจำเลยที่ ๑ ลูกจ้างซึ่งแม้มิได้ฎีกาก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ว่าเป็นนายจ้าง ซึ่งต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๑ กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ฉะนั้น อาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) และ มาตรา ๒๔๗ ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยตลอดถึงจำเลยที่ ๑ ด้วย พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2514 นายประนอม ศรคุปต์ โจทก์ นายเครือวัลย์ ศรคุปต์ โจทก์ร่วม นายฉัตร ศรีพยัคฆ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประนอม ศรคุปต์ · โจทก์ร่วม - นายเครือวัลย์ ศรคุปต์ · จำเลย - นายฉัตร ศรีพยัคฆ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประพนธ์ ศาตะมาน · ทองคำ จารุเหติ · ชวน พูนคำ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายศิริ กลัมพะสุต · ศาลอุทธรณ์ - นายเสถียร ลิมปิษเฐียร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 356/2530ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 8735/2542ฎีกา 7335/2538ฎีกา 8119/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา