⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 479/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 479/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนการครอบครองทรัพย์สินย่อมเป็นผล ถ้าผู้โอนแสดงเจตนาว่าต่อไปจะยึดถือทรัพย์สินไว้แทนผู้รับโอน แม้จะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทำสัญญาขายที่นาให้โจทก์โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อที่นานั้นเป็นที่ดินมือเปล่ามีแต่เพียงสิทธิครอบครองและจำเลยซึ่งเคยครอบครองอยู่ได้ขอเช่าที่นานั้นจากโจทก์หลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้ว กรณีจึงต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 วรรคหนึ่ง ว่าการโอนไปซึ่งการครอบครองย่อมเป็นผล ถ้าผู้โอนแสดงเจตนาว่าต่อไปจะยึดถือทรัพย์สินไว้แทนผู้รับโอน ถือได้ว่าได้มีการโอนการครอบครองให้โจทก์แล้วโดยถูกต้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1379 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1380

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ โจทก์ซื้อที่นามือเปล่าจำเลย ๑ แปลง แล้วให้จำเลยเช่าทำต่อเรื่อยมาโดยเก็บค่าเช่าเป็นข้าวปีละ ๑๕๐ ถังจำเลยได้แจ้งการครอบครอง ส.ค.๑ สำหรับที่นาแปลงนี้ไว้ พ.ศ. ๒๕๐๙ จำเลยยื่นคำร้องขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยหลอกลวงเจ้าพนักงานว่าที่นาดังกล่าวเป็นของจำเลย เจ้าพนักงานหลงเชื่อจึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โดยที่โจทก์ไม่ทราบ ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๐ โจทก์ไปเก็บข้าวค่าเช่าจำเลยก็ขอผัดผ่อนเรื่อยมา ในที่สุดอ้างว่านาเป็นของจำเลย และนำเอกสาร น.ส.๓ มาแสดง โจทก์จึงทราบเรื่องและได้ไปร้องเรียนต่อทางอำเภอ เมื่ออำเภอเรียกจำเลยไปสอบถามจำเลยก็รับว่าเป็นนาของโจทก์ แต่ไม่ยอมออกไปและไม่ยอมให้แก้ชื่อในเอกสารเป็นชื่อโจทก์ จึงขอให้พิพากษาว่านาพิพาทเป็นของโจทก์ให้ขับไล่จำเลยและสั่งเพิกถอนหนังสือ น.ส. ๓ ดังกล่าว จำเลยให้การว่า จำเลยได้นาพิพาทมาโดยการบุกเบิกและได้แจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ ไว้ จำเลยไม่เคยขายนาพิพาทให้โจทก์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ จำเลยเคยกู้เงินโจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ยเป็นข้าวปีละ ๑๐๕ ถัง ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๑-๒๔๙๒ จำเลยไม่ได้ส่งดอกเบี้ยเพราะทำนาไม่ได้ โจทก์จึงเรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นโดยให้จำเลยส่งข้าวเป็นดอกเบี้ยปีละ ๑๕๐ ถัง ซึ่งจำเลยส่งมาทุกปี จน พ.ศ. ๒๕๐๘ จำเลยจึงไม่ยอมส่งจำเลยไม่เคยเช่านาพิพาทจากโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือ น.ส.๓ โดยมิได้หลอกลวงเจ้าพนักงาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นาพิพาทเป็นของโจทก์ ให้ขับไล่จำเลยและให้เพิกถอนหนังสือ น.ส.๓ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า การซื้อขายนาพิพาทมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน จึงไม่สมบูรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า "แม้การซื้อขายที่นาพิพาทจะทำหนังสือกันเองและมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้สัญญาซื้อขายที่นาเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ ก็จริง แต่ที่นาพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งมีแต่สิทธิครอบครองซึ่งอาจโอนกันได้โดยส่งมอบหรือเพียงแสดงเจตนา ซ้ำในคดีนี้จำเลยซึ่งเคยครอบครองอยู่ได้ขอเช่าที่นาพิพาทจากโจทก์หลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้ว กรณีจึงต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๐ วรรค ๑ ที่ว่า การโอนไปซึ่งการครอบครองย่อมเป็นผล แม้ผู้โอนยังยึดถือทรัพย์สินอยู่ถ้าผู้โอนแสดงเจตนาว่าต่อไปจะยึดถือทรัพย์สินไว้แทนผู้รับโอนและโดยที่จำเลยเช่านาพิพาทจากโจทก์ต่อมา จึงถือว่าจำเลยยึดถือที่นาพิพาทไว้แทนโจทก์เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่า ได้มีการโอนการครอบครองให้โจทก์แล้วโดยถูกต้อง ฯลฯ" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 479/2514 นายสะเบ่ กสิวรรณ์ โจทก์ นายษร หรือสอน แบบแผน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสะเบ่ กสิวรรณ์ · จำเลย - นายษร หรือสอน แบบแผน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประพนธ์ ศาตะมาน · ทองคำ จารุเหติ · ชวน พูนคำ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงราย - นายสุรัส มุ่งศิลป์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสนิท บริรักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3345/2525ฎีกา 1730/2520ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 360/2502ฎีกา 3375/2532ฎีกา 1090/2530ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 5317/2538ฎีกา 10866/2546ฎีกา 759/2494ฎีกา 2757/2538ฎีกา 231/2482ฎีกา 464/2497ฎีกา 5281/2540ฎีกา 1280/2492ฎีกา 107/2493ฎีกา 1578/2493ฎีกา 6549/2542ฎีกา 144/2549ฎีกา 6848/2540ฎีกา 3145/2545ฎีกา 1922/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา