⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1463/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1463/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาต้องเป็นการคุ้มครองทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์ที่พิพาทกันในคดีเท่านั้น และต้องมีผลต่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้.

ย่อคำพิพากษา

การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 นั้น คู่ความฝ่ายใดจะร้องขอก็ได้ แต่จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้น ได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือเพื่อความสะดวกในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษา โจทก์จำเลยพิพาทกันเรื่องกรรมสิทธิ์เรือน แม้จะปรากฏว่าโจทก์ให้บุคคลอื่นเช่าเรือนนั้นและได้ค่าเช่าเป็นประโยชน์ตอบแทนจำเลยก็จะร้องขอให้ศาลสั่งให้โจทก์หรือผู้เช่านำเงินค่าเช่ามาวางศาลหาได้ไม่ เพราะผลของคดีถ้าจำเลยเป็นฝ่ายชนะศาลก็จะพิพากษายกฟ้องของโจทก์ไปตามคำขอท้ายคำให้การจำเลยเท่านั้น ไม่มีผลบังคับไปถึงผลประโยชน์อันเป็นค่าเช่าตามที่จำเลยร้องขอคุ้มครองได้ เว้นไว้แต่จำเลยจะได้ฟ้องแย้งขอแสดงกรรมสิทธิ์เรือนและเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหายมาด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.264

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอแสดงกรรมสิทธิ์เรือน ๒ หลัง เลขที่ ๑๓๑/๑ และ ๑๓๑/๒ในที่ดินที่โจทก์เช่า และขอให้ขับไล่จำเลยออกจากเรือนเลขที่ ๑๓๑/๑ซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่า อาคารสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลย ในระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องว่า เฉพาะบ้านเลขที่ ๑๓๑/๒โจทก์ได้ขอร้องให้ญาติของโจทก์พักอาศัยอยู่ชั่วคราว แต่ปรากฏจากสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับนางสาวเกษณีซึ่งโจทก์นำมาแสดงต่อศาลว่าได้มีการเช่าบ้านเลขที่ ๑๓๑/๒ ค่าเช่าเดือนละ ๖๐๐ บาท ซึ่งโจทก์ไม่มีอำนาจสิทธิใด ๆ ที่จะให้เช่า เพราะเป็นบ้านของจำเลยทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์หรือผู้เช่านำเงินค่าเช่าตั้งแต่วันฟ้องและต่อไปทุก ๆ เดือนมาวางศาล ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ นั้น คู่ความฝ่ายใดในคดีนั้น ๆ จะร้องขอก็ได้ แต่จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับความคุ้มครองไว้ จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือเพื่อความสะดวกในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษา คดีนี้ โจทก์จำเลยพิพาทกันด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์เรือน ๓ หลัง เฉพาะเรือนเลขที่ ๑๓๑/๒เป็นเรือนหลังหนึ่งในจำนวน ๓ หลัง ที่โต้เถียงกรรมสิทธิ์กัน ผลของคดีถ้าจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี ศาลก็ย่อมจะพิพากษายกฟ้องของโจทก์ไปตามคำขอท้ายคำให้การของจำเลยเท่านั้นไม่มีผลบังคับไปถึงผลประโยชน์อันเป็นค่าเช่าตามที่จำเลยร้องขอคุ้มครองได้ เว้นไว้แต่จำเลยจะได้ฟ้องแย้งขอแสดงกรรมสิทธิ์เรือนและเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหายมาด้วย ฎีกาของจำเลยก็ยอมรับว่า โจทก์ฟ้องเพียงขอแสดงกรรมสิทธิ์ แม้ว่าจำเลยจะได้ทราบถึงเหตุที่โจทก์นำเรือนเลขที่ ๑๓๑/๒ ไปให้เช่าภายหลัง ก็ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ตามคำร้องขอของจำเลยได้ จำเลยฎีกาว่า ถ้าเรื่องพิพาทเป็นของโจทก์จริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ในประเด็นข้อนี้เป็นเรื่องในชั้นพิจารณาและจำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงไม่วินิจฉัยให้ ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1463/2515 นางสมศรี โกมลมาลย์ โจทก์ นายจินดา เรียวพานิช จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสมศรี โกมลมาลย์ · จำเลย - นายจินดา เรียวพานิช
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)แผ้ว ศิวะบวร · ประสาท สุคนธมาน · ประพนธ์ ศาตะมาน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง · ศาลอุทธรณ์ - นายบัณฑิต พรหมบุญญา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4359/2540ฎีกา 42/2498ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 7122/2545ฎีกา 7154/2551ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 4273/2531ฎีกา 647/2521ฎีกา 369/2522ฎีกา 2752/2537ฎีกา 4335/2539ฎีกา 370/2506ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 9117/2539ฎีกา 1603/2551ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 5438/2537ฎีกา 920/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา