⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1953/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินช่วยพิเศษเมื่อข้าราชการตายในระหว่างรับราชการ ไม่ถือเป็นมรดกของผู้ตาย แต่เป็นเงินที่ตกแก่ผู้มีสิทธิรับตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เงินสะสมที่หักจากเงินเดือนข้าราชการ ถือเป็นมรดกของผู้ตาย เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ขณะถึงแก่ความตาย

ย่อคำพิพากษา

เงินช่วยพิเศษซึ่งจ่ายให้ในกรณีข้าราชการตายในระหว่างรับราชการเป็นจำนวนสามเท่าของอัตราเงินเดือน ในอัตราที่ถือจ่ายอยู่เมื่อถึงแก่ความตายนั้น มิใช่เงินเดือนของข้าราชการ แต่เป็นเงินพิเศษอีกส่วนหนึ่งซึ่งทางราชการจ่ายให้เมื่อข้าราชการผู้นั้นถึงแก่ความตายแล้ว จะตกได้แก่ผู้ใด ต้องเป็นไปตามที่พระราชกฤษฎีกาบัญญัติไว้ จึงมิใช่มรดกของข้าราชการซึ่งถึงแก่ความตาย เพราะมิใช่เป็นเงินที่ผู้ตายมีอยู่ขณะถึงแก่ความตาย เงินสะสมเป็นเงินที่ทางราชการหักเก็บไว้จากเงินเดือนของข้าราชการทุกเดือน โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ซึ่งจะจ่ายคืนเมื่อข้าราชการผู้นั้นออกจากราชการ เงินสะสมจึงเป็นมรดกของข้าราชการซึ่งถึงแก่ความตาย เพราะเป็นเงินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะที่ถึงแก่ความตาย หากแต่ทางราชการยังไม่ได้จ่ายให้ เพราะยังไม่ถึงคราวที่จะต้องจ่าย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.254 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.286 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1599 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1600 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ.2505 ม.3 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ.2505 ม.21 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ.2505 ม.24 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2502 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ร่วมกันรับผิดใช้เงินที่นายเสถียรผู้ตายสามีจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินบำรุงการศึกษาของโรงเรียนอู่ทองไปในระหว่างนายเสถียรเป็นครูใหญ่โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมรดกของนายเสถียรผู้ตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยึดและอายัดที่ดิน 1 แปลง เรือน 1 หลัง ปืนพก 2 กระบอก พร้อมด้วยเงินพิเศษช่วยข้าราชการที่ถึงแก่กรรม 6,000 บาท และเงินสะสมของผู้ตาย 6,218.66 บาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์ดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยถือว่าเงินพิเศษช่วยข้าราชการที่ถึงแก่กรรมและเงินสะสมเป็นมรดกของผู้ตายด้วย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจ่ายเงินเดือนเงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2505 มาตรา 21 บัญญัติว่า "ข้าราชการผู้ใดตายในระหว่างรับราชการให้จ่ายเงินเดือนจนถึงวันที่ถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ให้จ่ายเงินอีกจำนวนหนึ่งเรียกว่าเงินช่วยพิเศษเป็นจำนวนสามเท่าของอัตราเงินเดือนในอัตราที่ถือจ่ายอยู่เมื่อถึงแก่ความตาย ฯลฯ" และมาตรา 24 บัญญัติว่า "เงินเดือนที่จ่ายตามมาตรา 21 ฯลฯ เป็นทรัพย์สินของผู้ตายในขณะตายและให้จ่ายแก่ผู้มีสิทธิควรได้ตามกฎหมายว่าด้วยครอบครัวและมรดก เงินช่วยพิเศษตามมาตรา 21 ฯลฯ ให้จ่ายให้แก่บุคคลซึ่งข้าราชการผู้ตายได้แสดงเจตนาระบุไว้เป็นหนังสือตามแบบที่กระทรวงการคลังกำหนด ถ้าข้าราชการผู้ตายมิได้แสดงเจตนาระบุไว้ตามวรรคสอง หรือบุคคลซึ่งข้าราชการผู้ตายได้แสดงเจตนาระบุไว้ได้ตายไปเสียก่อนก็ให้จ่ายให้แก่บุคคลตามลำดับก่อนหลัง ดังต่อไปนี้ 1. คู่สมรส ฯลฯ" นอกจากนี้ตามมาตรา 24 วรรคท้าย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2506 มาตรา 3 ยังบัญญัติว่า "ในกรณีที่ทางราชการมีความจำเป็นต้องเข้าเป็นผู้จัดการศพผู้ตาย เพราะไม่มีผู้ใดเข้าจัดการศพในเวลาอันสมควรก็ให้ทางราชการหักค่าใช้จ่ายจากเงินช่วยพิเศษที่ต้องจ่ายพระราชกฤษฎีกานี้ได้เท่าที่จ่ายจริง แล้วมอบส่วนที่เหลือให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับ" ดังนั้น เงินช่วยพิเศษข้าราชการที่ถึงแก่ความตายตามบทกฎหมายนี้จึงเห็นได้ชัดว่ามิใช่เงินเดือนของข้าราชการ แต่เป็นเงินพิเศษอีกส่วนหนึ่งที่ทางราชการจ่ายให้เมื่อข้าราชการผู้นั้นถึงแก่ความตายแล้ว และเงินนี้ก็มิใช่เงินอันเป็นมรดกของข้าราชการที่ตายผู้นั้นด้วย เพราะมิใช่เป็นเงินที่ข้าราชการผู้ตายมีอยู่ในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย เงินนี้จะตกได้แก่ผู้ใดก็ต้องเป็นไปตามที่พระราชกฤษฎีกาบัญญัติไว้ หาใช่เป็นมรดกได้แก่ทายาทของผู้ตายเช่นเงินเดือนไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้แสดงเจตนาระบุไว้ก่อนตายว่าจะให้จ่ายแก่ผู้ใด เงินจำนวนนี้จึงตกเป็นของบุคคล เช่น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สมรสและไม่อยู่ในความรับผิดในหนี้สินของนายเสถียร ศรีพุฒตาล ผู้ตาย โจทก์จึงจะขอให้อายัดเงินจำนวนนี้ไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาเพราะถือว่าเป็นมรดกของผู้ตายมิได้ ส่วนเงินสะสมนั้น เป็นเงินที่ทางราชการหักเก็บไว้จากเงินเดือนของข้าราชการทุกเดือน โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ซึ่งเมื่อข้าราชการผู้นั้นออกจากราชการจึงจะรวบรวมเอาจ่ายคืนให้ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าหากข้าราชการผู้นั้นถึงแก่ความตาย เงินสะสมนี้ย่อมเป็นมรดกของผู้ตายอย่างชัดแจ้ง เพราะเป็นเงินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย หากแต่ทางราชการยังไม่ได้จ่ายให้เพราะยังไม่ถึงคราวที่จะต้องจ่ายเท่านั้น เมื่อเงินสะสมมีลักษณะดังนี้ เงินสะสมของนายเสถียร ศรีพุฒตาล ผู้ตายในคดีนี้จึงอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีเรื่องนี้ด้วย โจทก์จึงขอให้อายัดเงินสะสมของผู้ตายรายนี้ไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาได้ตามความเห็นของสองศาลล่าง พิพากษาแก้เป็นให้ยกคำขออายัดเงินช่วยพิเศษข้าราชการที่ถึงแก่กรรมระหว่างรับราชการของนายเสถียร ศรีพุฒตาล ผู้ตาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2515 กรมวิสามัญศึกษา โจทก์ โดยนายสวัสดิ์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นางขลิบ ศรีพุฒตาล ผู้รับมรดกของนายเสถียร ศรีพุฒตาล ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมวิสามัญศึกษา · โจทก์ - โดยนายสวัสดิ์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นางขลิบ ศรีพุฒตาล ผู้รับมรดกของนายเสถียร ศรีพุฒตาล ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสม เภกะสุต · รัตน์ ศรีไกรวิน · สนับ คัมภีรยส
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 460/2506ฎีกา 4703/2550ฎีกา 632/2491ฎีกา 1145/2494ฎีกา 2389/2540ฎีกา 9028/2542ฎีกา 2114/2524ฎีกา 3801/2536ฎีกา 2241/2521ฎีกา 621/2519ฎีกา 3208/2538ฎีกา 3250/2536ฎีกา 1415/2540ฎีกา 453/2521ฎีกา 2947/2560ฎีกา 1368/2510ฎีกา 3020/2532ฎีกา 3760/2533ฎีกา 7706/2548ฎีกา 370/2506ฎีกา 978/2510ฎีกา 1390/2506ฎีกา 3066/2516ฎีกา 952/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา