คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801/2536
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขอให้งดการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เป็นการขอให้สั่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 หากพยานหลักฐานของผู้ร้องฟังได้ว่าการโอนทรัพย์สินนั้นชอบด้วยกฎหมาย และการไม่งดการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องได้ จึงมีเหตุอันสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์
ย่อคำพิพากษา
ผู้ร้องขอให้ปล่อยหุ้นที่ถูกยึด ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งและขอทุเลาการบังคับ ดังนี้พอแปลเจตนาได้ว่าผู้ร้องเกรงว่าหุ้นพิพาทอาจถูกขายทอดตลาดในระหว่างอุทธรณ์อันเป็นการบังคับในคดีเดิม จึงประสงค์จะให้มีการงดการขายหรือจำหน่ายหุ้นพิพาทไว้ก่อน ย่อมเป็นการขอให้สั่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 นั่นเอง หากพยานหลักฐานของผู้ร้องฟังได้ว่าการโอนหุ้นมาเป็นของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ร้องก็มีเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์อาจมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่นได้ หากไม่งดการขายหรือจำหน่ายหุ้นพิพาทที่โจทก์นำยึดไว้ในระหว่างอุทธรณ์อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องได้ จึงมีเหตุอันสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นของจำเลยที่ 2 และที่ 6 ในบริษัทกระเบื้องซุปเปอร์ จำกัด บริษัทแอตแลนติค เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัทโรงงานเภสัชกรรม จำกัดรวมจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 173,235 หุ้น ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียเพราะเป็นผู้รับโอนหุ้นจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 และที่ 6จึงขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยหุ้นของผู้ร้องเสีย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับ
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ผู้ร้องจะขอทุเลาการบังคับเนื่องจากศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้อง ก็พอแปลเจตนาได้ว่า ผู้ร้องเกรงว่าหุ้นพิพาทอาจถูกขายทอดตลาดในระหว่างอุทธรณ์ อันเป็นการบังคับในคดีเดิม จึงประสงค์จะให้มีการงดการขายหรือจำหน่ายหุ้นพิพาทไว้ก่อน กรณีเช่นนี้จึงเป็นการขอให้สั่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 นั่นเอง คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่ามีเหตุสมควรงดการขายหรือจำหน่ายหุ้นพิพาทไว้ในระหว่างอุทธรณ์หรือไม่ ในข้อนี้เห็นว่า ถ้าพยานหลักฐานของผู้ร้องฟังได้ว่าการโอนหุ้นในบริษัททั้งสามตามหนังสือสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมายร.4 ถึง ร.9 ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 และที่ 6 ชอบด้วยกฎหมายอุทธรณ์ของผู้ร้องก็มีเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์อาจจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่นได้ หากไม่งดการขายหรือจำหน่ายหุ้นพิพาทที่โจทก์นำยึดไว้ในระหว่างอุทธรณ์ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องได้ จึงมีเหตุอันสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้งดการขายหรือจำหน่ายหุ้นพิพาทที่โจทก์นำยึดไว้ในระหว่างอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801/2536
ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด โจทก์
นาย ธนะ สงวนดิ สกุล ผู้ร้อง
บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ บางกอก รัษฎา และ ทรัสต์ จำกัด กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด · ผู้ร้อง - นาย ธนะ สงวนดิ สกุล · จำเลย - บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ บางกอก รัษฎา และ ทรัสต์ จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เธียรไท สุนทรนันท · นำชัย สุนทรพินิจกิจ · สนัด หมายสวัสดิ์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ