⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2248/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2248/2515

ป.วิ.อาญา ม.43, 44, 47 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลจะบังคับให้จำเลยคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์สินแก่โจทก์ร่วมไม่ได้ หากทรัพย์สินนั้นยังมีอยู่จริงและไม่ได้ตกเป็นของกลางในคดี

ย่อคำพิพากษา

ผู้ว่าคดีเป็นโจทก์ และผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วม ฟ้องหาว่าจำเลยฉ้อโกงรถยนต์ขอให้ลงโทษและขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายมาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ารถยนต์ที่พิพาทตกไปอยู่ในความครอบครองของภรรยาเจ้าของรถยนต์ที่พิพาทแล้ว ทั้งรถยนต์ที่พิพาทก็ยังไม่ได้นำเข้ามาเป็นของกลางในคดีนี้ด้วย ตามรูปคดียังไม่เปิดช่องให้ศาลบังคับจำเลยคืนรถยนต์รายนี้ให้โจทก์ร่วมได้ ทั้งจะบังคับให้จำเลยใช้ราคารถยนต์ก็ไม่ได้ เพราะรถยนต์ยังมีตัวอยู่ ดังนี้ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์ร่วมหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.43 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.47 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.49 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.186 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.43 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.47 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.49 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงฉ้อโกงรถยนต์ของนายพงษ์จินดาพานิช ที่นำไปมอบให้นายสุเทพ วิภูศิริ ครอบครองยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้ ไปจากอู่ซ่อมรถที่นายสุเทพเอาไปฝากซ่อมไว้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยให้การต่อสู้ว่า นายพงษ์เป็นผู้อยู่ในความพิทักษ์ของนางสำเภาผู้เป็นภรรยาตามคำสั่งศาล นางสำเภาได้มอบอำนาจให้จำเลยจัดการทรัพย์สินของนางสำเภา และเป็นผู้พิทักษ์นายพงษ์แทนนางสำเภาจำเลยไปพบรถที่พิพาทอยู่ที่อู่ซ่อมที่โจทก์ฟ้อง โดยนายง้วนและบุตรเป็นคนเอามาซ่อม จำเลยขอคืน นายง้วนยอมคืนให้โดยดี จำเลยไม่ได้กล่าวเท็จว่ารถเป็นของจำเลยจำเลยไม่ทราบว่านายสุเทพมีสิทธิเกี่ยวกับรถคันนี้ นายสุเทพ วิภูศิริ ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่าจำเลยไม่ได้หลอกลวงกล่าวเท็จจำเลยกระทำไปตามอำนาจและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากนางสำเภาการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นผิดตามฟ้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ร่วมแต่ผู้เดียวอุทธรณ์ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายข้อเดียวในเรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยสั่งเรื่องของกลางให้ตามที่โจทก์ได้มีคำขอท้ายฟ้องไว้แล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีนี้รถที่พิพาทอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม โดยความยินยอมของนายพงษ์ผู้เป็นเจ้าของ เพื่อให้โจทก์ร่วมยึดถือไว้เป็นหลักประกันการกู้เงิน และยินยอมให้โจทก์ร่วมใช้รถนั้นต่างดอกเบี้ย การที่จำเลยเอารถของกลางไปโดยมิได้แสดงสิทธิที่ดีกว่าโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งการครอบครองได้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นว่าให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถของกลางแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาต่อมา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเรื่องการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รถยนต์ที่พิพาทว่า ศาลจะต้องมีคำสั่งให้เสมอไปหรือไม่ และศาลจะสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถที่พิพาทในคดีนี้ได้หรือไม่ คดีนี้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2503 มาตรา 10 ศาลฎีกาจะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแขวงนครสวรรค์ได้ฟังมาจากพยานหลักฐานในสำนวน แต่อย่างไรก็ดีโดยที่ได้มีการกล่าวอ้างว่ารถยนต์ที่พิพาทเป็นของกลางในคดี แต่เรื่องนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงมา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะฟังข้อเท็จจริงซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้ฟังมานี้ได้ เรื่องรถยนต์ที่พิพาทนี้ ไม่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ว่าได้ยึดมาเป็นของกลางในคดีนี้ด้วย คงปรากฏจากคำของโจทก์ร่วมที่เบิกความต่อศาลแต่เพียงว่า พนักงานสอบสวนจังหวัดอุทัยธานีได้อายัดรถที่พิพาทไว้เท่านั้น คดีได้ความจากคำของนางสำเภาพยานจำเลยซึ่งเป็นภรรยาของนายพงษ์เจ้าของรถยนต์ที่พิพาทว่า นางสำเภาเป็นผู้ดูแลรถที่ตำรวจอายัดไว้ ฉะนั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่ารถยนต์ที่พิพาทนางสำเภาเป็นผู้ครอบครองอยู่ คดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยเป็นแต่เพียงตัวแทนของนางสำเภา การที่จำเลยเอารถยนต์ที่พิพาทมาจากนายเตี๊ยกเซ็งนั้น ก็เป็นการกระทำในขอบเขตอำนาจหน้าที่และตามความประสงค์ของนางสำเภาซึ่งเป็นตัวการนั่นเองขณะนี้รถยนต์ที่พิพาทก็ตกไปอยู่ในความครอบครองของนางสำเภาแล้ว ทั้งรถยนต์ที่พิพาทก็ยังไม่ได้นำเข้ามาเป็นของกลางในคดีนี้ด้วย ตามรูปคดีย่อมไม่เปิดช่องให้ศาลบังคับจำเลยคืนรถยนต์รายนี้ให้โจทก์ร่วมได้ ทั้งจะบังคับให้จำเลยใช้ราคารถยนต์ก็ไม่ได้เพราะรถยนต์ยังมีตัวอยู่ ฉะนั้นถ้าหากโจทก์ร่วมประสงค์จะเรียกรถยนต์ที่พิพาทคืน ก็ชอบที่จะต้องไปดำเนินคดีกับนางสำเภาเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากคดีนี้ จะมาบังคับเอาจากจำเลยในคดีนี้หาได้ไม่ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์ร่วม จึงหาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาไม่ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยถึงฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นให้ยกคำขอของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์นั้นเสีย นอกจากที่แก้นี้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียม เห็นสมควรให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2248/2515 ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นายสุเทพ วิภูศิริ โจทก์ นางสมัย ขุมเพ็ชร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครสวรรค์ · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นายสุเทพ วิภูศิริ · จำเลย - นางสมัย ขุมเพ็ชร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลอ จามรมาน · ดวง ดีวาจิน · ประพจน์ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 6229/2539ฎีกา 888/2490ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 917/2564ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 1875/2547ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 3800/2564
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา