⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2849/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2849/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การบาดเจ็บจะถือเป็นอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (5) ต้องเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสจนทุพพลภาพ หรือมีอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน * คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลย แม้โจทก์เป็นฝ่ายส่งอ้างเพื่อหักล้างคำเบิกความในชั้นศาล ก็สามารถนำมาใช้เป็นเหตุปรานีลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ได้

ย่อคำพิพากษา

แม้บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับปรากฏตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ว่ามีรอยฟกช้ำที่คอ ที่หลัง และที่สะเอว มีโลหิตคั่งภายในช่องท้อง ลำไส้ส่วนนอกฉีกขาด แพทย์ต้องผ่าตัดช่องท้องจะรักษาแผลหายเกินยี่สิบเอ็ดวันก็ตามแต่เมื่อต่อมาราว 7 วันผู้เสียหายได้ผูกคอตายไปเสียก่อน และได้ความตามคำแพทย์ผู้ชันสูตรบาดแผลและเป็นผู้รักษาผู้เสียหายว่าเมื่อผู้เสียหายผูกคอตาย แผลจวนจะหายแล้ว สามารถเดินไปมาได้บ้างหลังจากผ่าตัดแล้วเพียง 3 วัน อาจจะทำงานจักสานได้หลังผ่าตัด10 วันเช่นนี้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ถึงแก่ความตายเพราะเหตุอื่นไปก่อนครบ 20 วันหลังจากถูกทำร้าย ก็ยังไม่รับฟังไม่ถนัดว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถึงทุพพลภาพด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน จึงไม่ใช่อันตรายสาหัส เมื่อศาลเชื่อข้อเท็จจริงเป็นดังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยซึ่งแตกต่างกับคำให้การชั้นศาล แม้คำให้การชั้นสอบสวนนั้นโจทก์เป็นฝ่ายส่งอ้างเพื่อหักล้างคำเบิกความของจำเลยในชั้นศาลก็นับได้ว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยมีประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นเหตุปรานีลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.297

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันตีและกระทืบนักโทษชายสมคิด บัวคำ โดยจำเลยที่ ๑ ใช้ไม้ตะบองตีถูกนักโทษชายสมคิดที่บริเวณคอ หลังและสะเอว เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ไส้แตกถึงทุพพลภาพ ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ๒๐ วัน ปรากฏตามรายงานการตรวจบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗, ๘๓ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ ให้จำคุกคนละ ๔ ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองต่างคนต่างทำร้ายผู้เสียหาย มิใช่มีเจตนาร่วมกัน และข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยมีประโยชน์แก่การพิจารณา พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จำคุกจำเลยคนละ ๒ ปีลดโทษให้จำเลยคนละ ๑ ใน ๓ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘คงจำคุกจำเลยคนละ ๑ ปี ๔ เดือน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ ๑ ใช้ไม้ตะบองขนาดตามฟ้องตีหลายที หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองได้ใช้เท้ากระทืบท้องผู้เสียหายอีกหลายที ปรากฏตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ว่าผู้เสียหายมีรอยฟกช้ำที่คอ ที่หลัง และที่สะเอว มีโลหิตคั่งภายในช่องท้องลำไส้ใหญ่ส่วนนอกฉีกขาดแพทย์ต้องทำการผ่าตัดบาดแผลจะรักษาหายเกินยี่สิบเอ็ดวัน และต่อมาผู้เสียหายได้ผูกคอตายที่โรงพยาบาลที่ผู้เสียหายรักษาตัวอยู่นั้นเอง สำหรับปัญหาว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายเป็นบาดแผลสาหัสตามกฎหมายหรือไม่ นั้น คดีได้ความตามคำนายแพทย์มนตรี เศรษฐบุตรพยานโจทก์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลและเป็นผู้รักษานักโทษชายสมคิดผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ดังกล่าวข้างต้นจริง นายแพทย์มนตรี ต้องผ่าตัดช่องท้อง ปรากฏว่าเยื่อบุลำไส้ส่วนนอกมีรอยช้ำฉีกขาดมีเลือดออกในช่องท้องต้องรักษาเกินกว่า๒๑ วันจึงจะหาย ต่อมาราว ๗ วัน แผลที่รักษาจวนจะหายแล้ว ผู้เสียหายได้ผูกคอตายที่โรงพยาบาล หลังผ่าตัดครบ ๓ วัน ผู้เสียหายลุกเดินได้บ้างถ้าจะให้จักตอก สานไม้ไผ่เล็ก ๆ น้อย ๆ หลังผ่าตัด ๑๐ วัน ผู้เสียหายอาจจะทำได้ ถ้อยคำของแพทย์มนตรีดังกล่าวแล้ว แม้ผู้เสียหายจะไม่ถึงแก่ความตายเพราะเหตุอื่นไปก่อนครบ ๒๐ วันหลังจากถูกจำเลยทำร้าย ก็ยังรับฟังไม่ได้ถนัดว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถึงทุพพลภาพด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ๒๐ วัน เพราะนายแพทย์มนตรีให้ข้อเท็จจริงไว้โดยชัดเจนว่าเมื่อผู้เสียหายผูกคอตายนั้น แผลจวนจะหายแล้วและสามารถเดินไปมาได้บ้าง หลังจากผ่าตัดแล้วเพียง ๓ วัน การคาดคะเนของนายแพทย์มนตรีที่ว่าอาจจะทำงานจักสานได้หลังผ่าตัดแล้ว ๑๐ วันจึงไม่ใช่การคาดคะเน โดยไม่อาจเป็นจริงได้เสียทีเดียว และที่ผู้เสียหายผูกคอตายอาจเนื่องมาด้วยเหตุอื่นมิใช่เพราะเหตุต้องทนทุกขเวทนาดังที่โจทก์ฎีกา บาดแผลของผู้เสียหาย จึงไม่ใช่อันตรายสาหัสตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์อีกข้อหนึ่งที่ว่า ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จำเลยทั้งสองเพราะให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นการไม่ชอบนั้น โจทก์อ้างว่าศาลล่างวินิจฉัยคดีนี้โดยอาศัยพยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นศาลมิได้อาศัยคำให้การในชั้นสอบสวนทั้งคำให้การชั้นสอบสวนนั้น โจทก์เป็นฝ่ายส่งอ้างเพื่อหักล้างคำเบิกความของจำเลยในชั้นศาล ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้ว ปรากฏว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยมีความสำคัญประกอบการวินิจฉัยของศาลอยู่เป็นอันมาก เพราะศาลเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นดังคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวน ซึ่งแตกต่างกับคำให้การชั้นศาล นับได้ว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยมีประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นเหตุอันควรปรานีลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ได้โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าโจทก์เป็นฝ่ายส่งคำให้การชั้นสอบสวนนั้น เพราะเหตุดังโจทก์อ้างหรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2849/2515 พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์ นายสุจริต ทองเกียว ที่ 1 นายสวัสดิ์ วิเชียรรัตน์ ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี · จำเลย - นายสุจริต ทองเกียว ที่ 1 นายสวัสดิ์ วิเชียรรัตน์ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สงวน สิทธิไชย · สุธรรม วรรณแสง · ชลอ จามรมาน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายสุเทพ กิจสวัสดิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายจังหวัด แสงแข
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 2669/2538ฎีกา 1867/2531ฎีกา 180/2554ฎีกา 236/2513ฎีกา 1336/2553ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6416/2541ฎีกา 1148/2534ฎีกา 1790/2521ฎีกา 801/2503ฎีกา 4150/2529ฎีกา 7245/2554ฎีกา 5806/2534ฎีกา 321/2482ฎีกา 635/2485ฎีกา 2538/2528ฎีกา 6553/2547ฎีกา 1116/2502ฎีกา 45/2484ฎีกา 1465/2522ฎีกา 1189/2537ฎีกา 10189/2539ฎีกา 110/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา