คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 409/2515
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองลำเหมืองที่เกิดจากการร่วมกันขุดและใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง แม้จะมีการครอบครองที่ดินสองฟากลำเหมือง ก็ไม่ทำให้เกิดสิทธิในลำเหมืองนั้น การรื้อถอนสิ่งกีดขวางลำเหมืองเพื่อป้องกันความเสียหายต่อการใช้น้ำเพื่อการเกษตร ถือเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องรับผิดค่าสินไหมทดแทน
ย่อคำพิพากษา
เหมืองพิพาทเป็นลำเหมืองที่จำเลยกับพวกช่วยกันขุดและจำเลยได้ครอบครองโดยใช้น้ำจากเหมืองพิพาทตลอดมาแม้โจทก์จะได้ครอบครองและแจ้งการครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองฟากเหมืองพิพาท ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะถือได้ว่าเหมืองพิพาทเป็นของโจทก์
เมื่อโจทก์ได้ปิดกั้นลำเหมืองพิพาทเป็นเหตุให้พวกจำเลยไม่มีน้ำใช้ทำนาพวกจำเลยจึงได้รื้อออก เช่นนี้ เป็น การกระทำเพื่อป้องกันความเสียหายโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยหาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้ขุดทำลายคันดินและขอนไม้ที่โจทก์ใช้ปิดเหมือง ทำให้น้ำในเหมืองของโจทก์ ลดระดับ ต่ำกว่าที่นาการทำนาไม่ได้ผล ขาดข้าวเปลือกที่ควรได้เป็นเงิน ๖,๐๐๐ บาท ขอให้ศาลพิพากษาว่าลำเหมืองพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้อง ให้จำเลยปิดลำเหมืองที่จำเลยทำลายให้เป็นไปตามสภาพเดิมและร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๖,๐๐๐ บาทแก่โจทก์
จำเลยให้การว่าเหมืองพิพาทเป็นเหมืองที่พวกจำเลยขุดขึ้นเพื่อเอาน้ำไปใช้ทำนา เมื่อโจทก์ปิดกั้น จำเลยจึงได้รื้อ เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต
ศาลชั้นต้นเห็นว่า เหมืองพิพาทเป็นเหมืองที่พวกจำเลยขุดขึ้น การที่จำเลยรื้อที่ปิดกั้นไม่ให้โจทก์ใช้น้ำจากลำเหมืองพิพาทเป็นการเลิกอนุญาตให้ใช้น้ำ แม้จะทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงเชื่อว่าเหมืองพิพาทเป็นเหมืองที่จำเลยกับราษฎรได้ร่วมกันขุดขึ้น และจำเลยได้ครอบครองโดยใช้น้ำจากเหมืองพิพาทตลอดมาตามข้อต่อสู้ของจำเลย แม้โจทก์จะได้ครอบครองและแจ้งการครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองฟากเหมืองพิพาท ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะถือได้ว่าเหมืองพิพาทเป็นของโจทก์
เมื่อเหมืองพิพาทเป็นเหมืองที่จำเลยกับราษฎรได้ร่วมกันขุดขึ้นโจทก์ได้เอาไม้และดินปิดกั้นลำเหมือง เป็นเหตุให้จำเลยและราษฎรใช้น้ำในลำเหมืองดังกล่าวทำนาไม่ได้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยและราษฎร การที่จำเลยและราษฎรได้รื้อไม้และดินที่โจทก์ได้ปิดกั้นลำเหมืองนี้ออก เพื่อจะได้ใช้น้ำในลำเหมืองทำนา จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันความเสียหายโดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวหากก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยหาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีมาชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืนให้ยกฎีกาโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 409/2515
นายเลิศ หรือมา ทนดี โจทก์
นายดวงจันทร์ พวงพะเงา ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเลิศ หรือมา ทนดี · จำเลย - นายดวงจันทร์ พวงพะเงา ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สนับ คัมภีรยส · สุธรรม วรรณแสง · วิกรม เมาลานนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเชียงราย - นายศักดิ์ อุตตโม · ศาลอุทธรณ์ - นายมงคล วัลยะเพ็ชร์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา