⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 947/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เหตุสุดวิสัยต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจคาดการณ์หรือป้องกันได้ แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม การกระทำที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือขาดความระมัดระวังตามสมควร ไม่อาจถือเป็นเหตุสุดวิสัยได้

ย่อคำพิพากษา

เหตุสุดวิสัยต้องเป็นเหตุผิดปกติ สุดวิสัยที่คิดว่าจะมีขึ้นหากอาจป้องกันผลพิบัติได้ด้วยการจัดการระมัดระวังตามสมควรย่อมไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นักบินอื่นเคยนำเครื่องบินไปเติมน้ำมันที่สนามบินพาณิชย์ดอนเมืองบ่อย ๆ และประสบกับกระแสลมปั่นป่วนอยู่เป็นประจำเพราะมีเครื่องบินลำอื่นเข้าออกอยู่เสมอ ในการบินขึ้นหรือลงในบริเวณที่มีเครื่องบินจอดอยู่ต้องระวังมากกว่าที่อื่น ฉะนั้นการที่จำเลยขับเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ไปเติมน้ำมัน ณ สถานที่ดังกล่าว แม้จะประสบกับอากาศปั่นป่วนเพราะเครื่องบินไอพ่นติดเครื่องท่อไอพ่นหันมาทางเครื่องบินที่จำเลยขับเคลื่อนลอยอยู่กับมีเครื่องบินใบพัดสี่เครื่องยนต์แท้กซี่ผ่านจนเป็นเหตุให้เครื่องบินที่จำเลยขับขี่เสียการทรงตัว เอียงกระแทกพื้นลานบินปลายใบพัดกระทบพื้นหักกระเด็นไปถูกเครื่องบินลำอื่นเสียหายจำเลยก็ไม่อาจอ้างได้ว่าความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยได้ขับเครื่องบินไปลงจอดเติมน้ำมันที่หลุมเติมน้ำมันแต่ขาดความรู้ความชำนาญในการขับขี่บังคับเครื่องบินกว่าจะเข้าจอดตรงหลุมน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ต้องขยับเครื่องบินขึ้นลงถึงสามครั้ง ประกอบกับบริเวณนั้นมีกระแสลมปั่นป่วนอยู่เป็นประจำเนื่องจากมีเครื่องบินเข้าออกอยู่เสมอและจอดอยู่มาก ซึ่งในการบินขึ้นลงต้องระมัดระวังมากกว่าที่อื่น เมื่อจำเลยใช้ความระมัดระวังไม่เพียงพอ และก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ย่อมถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.8 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ เป็นนักบินขับเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นการปฏิบัติราชการในทางราชการของจำเลยที่ ๒โดยประมาท ทำให้ใบพัดฟาดกับลานบินหักกระเด็นไปถูกเครื่องบินแอฟโร่ของบริษัทเดินอากาศไทยจำกัด เสียหาย โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค่าเสียหายไว้กับบริษัทเดินอากาศไทยจำกัด ได้ใช้เงินให้บริษัทไป ๓๐๕,๐๘๕.๔๔ บาท โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิเรียกให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแต่จำเลยไม่ใช้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑, ๒ ต่อสู้ว่า เป็นผลพิบัติซึ่งจำเลยที่ ๑ ไม่อาจป้องกันได้และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีเฉพาะจำเลยที่ ๓ ศาลสั่งจำหน่ายคดี เพราะโจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑, ๒ ร่วมกันใช้เงินตามฟ้องกับดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑, ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑, ๒ ฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับขี่เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของจำเลยที่ ๒ จากสนามบินของกรมตำรวจซึ่งอยู่ทางฝั่งสนามบินของกองทัพอากาศดอนเมือง เพื่อเข้าเติมน้ำมันเชื้อเพลิงทางฝั่งสนามบินพาณิชย์ดอนเมือง ห่างไปประมาณ ๑ กิโลเมตรโดยเป็นการปฏิบัติราชการในทางราชการของจำเลยที่ ๒ เมื่อจำเลยที่ ๑บังคับเครื่องบินเพื่อจะลงจอด เครื่องบินเอียงไปทางขวา เป็นเหตุให้ปลายโรเตอร์คือใบพัดด้านบนตอนปลายกระทบพื้นด้านขวาหักกระเด็นไปถูกเครื่องบินแอฟโร่ของบริษัทเดินอากาศไทยจำกัดเสียหาย คิดเป็นเงินตามจำนวนที่โจทก์ฟ้อง มีปัญหาว่า ความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย จริงหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำจำเลยรับอยู่ว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่จอดรับคนโดยสารและเติมน้ำมันของเครื่องบินไอพ่นพาณิชย์และเป็นที่ขึ้นลงของเครื่องบิน มีเครื่องบินทั้งใช้ใบพัดและใช้ท่อจอดอยู่เสมอทั้งมีเครื่องบินของบริษัทเดินอากาศไทยจำกัดจอดอยู่ในบริเวณนั้นด้วย แม้พันตำรวจตรีละเอื้อนนักบินที่ ๑ พยานจำเลยก็เบิกความว่า พยานเคยนำเครื่องบินไปเติมน้ำมันในบริเวณที่เกิดเหตุบ่อย ๆ ได้ประสบกับกระแสลมปั่นป่วนอยู่เป็นประจำ เพราะมีเครื่องบินลำอื่นเข้าออกอยู่เสมอ การบินขึ้นหรือลงในบริเวณที่มีเครื่องบินจอดอยู่ก็ต้องระวังมากกว่าที่อื่น ฉะนั้น ตามที่จำเลยนำสืบว่าความเสียหายเกิดจากเครื่องบินที่จำเลยที่ ๑ ขับขี่ประสบกับอากาศปั่นป่วนเพราะเครื่องบินไอพ่นติดเครื่องท่อไอพ่นหันมาทางเครื่องบินที่จำเลยขับเคลื่อนลอยอยู่ กับมีเครื่องบินใบพัด ๔ เครื่องยนต์แท้กซี่ผ่าน จนเป็นเหตุให้เครื่องบินที่จำเลยขับขี่เสียการทรงตัวเอียงกระแทกพื้นลานบิน ปลายใบพัดกระทบพื้นหักกระเด็นไปถูกเครื่องบินแอฟโร่จนได้รับความเสียหายนั้น ศาลฎีกาว่าแม้เป็นความจริงจะฟังว่าเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ได้ เพราะที่จะอ้างเป็นเหตุสุดวิสัยได้ต้องเป็นเหตุผิดปกติสุดวิสัยที่คิดว่าจะมีขึ้น กรณีของจำเลยเป็นผลพิบัติที่อาจป้องกันได้ ถ้าได้จัดการระมัดระวังตามสมควรไม่ใช่เป็นเหตุที่ไม่มีใครจะอาจป้องกันได้ ฉะนั้น จึงไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดจากเหตุสุดวิสัย คดีได้ความตามคำจำเลยที่ ๑ และจ่าสิบตำรวจชาญผู้เป็นช่างเครื่องประจำเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ลำเกิดเหตุนี้ว่า ครั้งแรกเมื่อจำเลยที่ ๑ นำเครื่องบินลงจอดนั้น ห่างหลุมที่เติมน้ำมันประมาณ ๑๕ เมตร แต่สายสูบยาวไม่ถึง จ่าสิบตำรวจชาญจึงบอกให้จำเลยที่ ๑ ขยับเครื่องบินให้ใกล้เข้าไปอีก จำเลยที่ ๑ ยกเครื่องให้สูงขึ้นแล้วบินเคลื่อนไป แต่ก็ยังห่างหลุมอยู่จึงขยับให้กลับมาใกล้หลุมเข้าอีก ซึ่งขณะนั้นเครื่องบินอยู่สูงจากพื้นดินประมาณเมตรเศษพอขยับเข้ามาเครื่องบินโคลงเคลงเสียการทรงตัว ใบพัดตอนปลายตีพื้นดินปลายใบพัดแตกกระเด็นไปถูกเครื่องบินแอฟโร่ซึ่งจอดอยู่ห่างไปประมาณ๓๐ เมตรเสียหาย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ขาดความรู้ความชำนาญในการขับขี่บังคับเครื่องบิน ดังจะเห็นได้ว่ากว่าจะเข้าจอดตรงหลุมน้ำมันเชื้อเพลิงได้ จำเลยต้องขยับเครื่องบินขึ้นลงถึงสามครั้งสามคราวยิ่งพิเคราะห์คำขอพันตำรวจตรีละเอื้อนพยานจำเลยที่ว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีกระแสลมปั่นป่วนอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้ เพราะมีเครื่องบินเข้าออกอยู่เสมอ ทั้งยังมีเครื่องบินจอดอยู่มาก การบินขึ้นลงก็ต้องระมัดระวังมากกว่าที่อื่นศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงภาวะสิ่งแวดล้อมบริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าว พฤติการณ์ของคดีบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ผู้ขับขี่เครื่องบินในภาวะการณ์เช่นนั้น ขาดความระมัดระวังซึ่งจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จึงถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นดังที่ศาลล่างทั้งสองชี้ขาดมา พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2515 บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด โจทก์ ร้อยตำรวจโทธนเกียรติ หรือชนะเกียรติ วงศาโรจน์ ที่ 1 กรมตำรวจ โดยพลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดี ที่ 2 พลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ์ ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด · กรมตำรวจ - ร้อยตำรวจโทธนเกียรติ หรือชนะเกียรติ วงศาโรจน์ ที่ 1 · รุจิรวงศ์ - โดยพลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดี ที่ 2 พลตำรวจเอกประเสริฐ · จำเลย - ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรัญ อิศระ · จินตา บุณยอาคม · อัศนี เกาไศยนันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอุดม จาละ · ศาลอุทธรณ์ - นายประมวล สุวรรณจินดา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 1479/2526ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา