⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1718/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1718/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลจะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีได้นั้น บุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย และต้องมีอำนาจฟ้องตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

เดิม จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ ร. ตามคำพิพากษา โจทก์เข้าเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาคดีถึงที่สุดร. ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3ผู้รับมอบอำนาจได้ร้องขัดทรัพย์ที่ยึดของจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 2 ซื้อจากจำเลยที่ 1 โดยมีหนังสือสัญญาซื้อขาย แต่ก่อนที่จะมีการพิจารณาคดีมูลกรณีจะเป็นเอกสารผู้ร้องขัดทรัพย์ได้ถอนคำร้องขัดทรัพย์ และร. ได้ถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แม้หนังสือสัญญาซื้อขายนั้นอันเป็นเอกสารเท็จ แต่จำเลยยังไม่ทันได้อ้างต่อศาลในการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ ทั้งในคดีร้องขัดทรัพย์นั้น โจทก์หาได้เป็นคู่ความด้วยไม่ โจทก์จึงยังไม่ได้รับความเสียหาย ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 180 ได้ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 103/2496)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายอาญา ม.180

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสมคบกันร้องเท็จต่อศาล และร่วมกันทำเอกสารสัญญาซื้อขายทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดในคดีแพ่งแดงที่ ๙๕/๒๕๑๐ อันเป็นเท็จ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๑๘๐, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘ ศาลชั้นต้นไต่สวน คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้ว ซึ่งฟังได้เป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้นายเรือง อุ่นเรือน ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดศรีสะเกษ ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๙๕/๒๕๑๐ แต่ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยร้องขอทุเลาการบังคับศาลอุทธรณ์อนุญาตโดยให้หาหลักประกัน โจทก์คดีนี้จึงได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาเมื่อคดีนั้นถึงที่สุด จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี นายเรือง อุ่นเรือน โจทก์ในคดีนั้นขอบังคับคดีโจทก์ได้พาจำเลยที่ ๑ ไปพบจำเลยที่ ๓ ให้ทำคำร้องขอขยายเวลาชำระหนี้ตามคำบังคับมีกำหนด ๑๕๐ วัน ศาลจังหวัดศรีสะเกษไม่อนุญาต นายเรืองจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ในคดีนั้น และของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ แต่ยังไม่ได้ประกาศขายจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ ผู้รับมอบอำนาจ ได้ร้องขัดทรัพย์ที่ยึดของจำเลยที่ ๑ อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ ๒ โดยซื้อจากจำเลยที่ ๑ตั้งแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๐๙ มีหนังสือสัญญาซื้อขายกัน ก่อนนายเรืองอุ่นเรือน โจทก์ในคดีนั้นจะยื่นคำให้การแก้คดี และมีการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์นั้น ผู้ร้องขัดทรัพย์ได้ขอถอนคำร้องขัดทรัพย์ และศาลจังหวัดศรีสะเกษสั่งอนุญาตไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓โดยผู้ร้องขัดทรัพย์คือจำเลยยังไม่ทันได้อ้างหนังสือสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.๑ ในคดีดังกล่าวนั้นเลย และในวันเดียวกัน นายเรืองอุ่นเรือนโจทก์ผู้นำยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว ก็ร้องขอถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว ศาลจังหวัดศรีสะเกษก็มีคำสั่งอนุญาตเช่นเดียวกัน ที่โจทก์ฎีกาว่า เอกสารสัญญาซื้อขายหมาย ล.๑ ที่จำเลยร่วมกันทำขึ้นเป็นเอกสารเท็จ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๐ และโจทก์เป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งสมคบกันกระทำการอันเป็นเท็จต่อศาลได้นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ถึงแม้จะฟังว่าเอกสารสัญญาซื้อขายหมาย ล.๑อันเป็นเอกสารมูลกรณีคดีนี้ เป็นเอกสารเท็จก็ตาม แต่ได้ความว่า จำเลยยังไม่ทันได้นำเอกสารหมาย ล.๑ นั้นมาอ้างต่อศาลในการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ดังกล่าวนั้นแต่อย่างใด ทั้งในคดีร้องขัดทรัพย์นั้น โจทก์ในคดีนี้ก็หาได้เป็นคู่ความในคดีด้วยไม่เห็นได้ชัดว่า โจทก์ยังไม่ได้รับความเสียหาย ไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องจำเลยฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๐ ได้ ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๓/๒๔๙๖ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1718/2516 นายแก้ว สีหบัณฑ์ โจทก์ นายทอง ผิวจันทร์ ที่ 1 นายชาลี ย่างเยื้อง ที่ 2 นายสุทิน บุรินทร์ ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายแก้ว สีหบัณฑ์ · จำเลย - นายทอง ผิวจันทร์ ที่ 1 นายชาลี ย่างเยื้อง ที่ 2 นายสุทิน บุรินทร์ ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชุ่ม สุนทรธัย · เสถียร ลิมปิษเฐียร · ถนอม ครูไพศาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายสุวรรณ ตระการพันธุ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปรีชา สุมาวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8080/2538ฎีกา 18211/2555ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 1193/2510ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 2027/2536ฎีกา 954/2502ฎีกา 183/2526ฎีกา 584/2519ฎีกา 4018/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา