⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1782/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1782/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์อ้างว่าถูกหลอกลวงให้ทำนิติกรรมการให้ที่ดิน ถือเป็นการระบุสภาพแห่งข้อหาที่ชัดแจ้งแล้ว แม้จะอ้างกฎหมายที่ปรับแก่ข้อเท็จจริงต่างกันไปก็ตาม หากข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนใดเป็นของใคร ศาลควรพิพากษาให้ผู้มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันไปก่อน ส่วนการแบ่งส่วนกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงให้เป็นไปตามการพิสูจน์ในคดีอื่น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยโดยบรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องเกี่ยวกับเจตนาในการทำนิติกรรมรายนี้ว่า โจทก์ที่ 1 ถูกจำเลยหลอกลวงว่าให้ทำนิติกรรมเสียทีหนึ่งก่อน แล้วค่อยโอนให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4ในภายหลัง โจทก์ที่ 1 จึงโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยไม่รู้เท่าทันถึงเหตุการณ์ โจทก์ที่ 1 ไม่มีเจตนายกที่ดินพิพาทให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียวเป็นฟ้องที่กล่าวโดยชัดแจ้งพอให้จำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหาของโจทก์แล้ว แม้โจทก์จะระบุด้วยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นกลฉ้อฉลและเป็นการแสดงเจตนาลวงอันเป็นการขัดกันก็เป็นการยกเอากฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงตามความเข้าใจของโจทก์ หาเป็นเหตุที่จะถือว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมไม่ โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้ยกส่วนของตนให้จำเลยไปแล้ว และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในฐานะทายาทผู้รับมรดกของ ส. บิดาซึ่งยังมีทายาทอื่นอีก เช่น จำเลย อีกด้วย. เฉพาะส่วนของ โจทก์ที่ 1ในฐานะภริยาของ ส. ซึ่งยกให้จำเลยนั้น ข้อเท็จจริงก็ยังฟังเป็นยุติไม่ได้ว่ามีอยู่ครึ่งหนึ่งหรือ 1 ใน 3 ดังนี้ ยังไม่สมควรที่ศาลจะพิพากษาให้แบ่งส่วนในที่ดินพิพาทไปเลย ควรให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยในโฉนดที่ดินรายพิพาทตามคำขอของโจทก์เท่านั้นฝ่ายใดจะมีกรรมสิทธิ์อยู่เป็นส่วนเท่าใด เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่กันเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.118 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.121 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1356 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1363

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นมารดาของโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ และจำเลยนายสำลีสามีโจทก์ที่ ๑ กับนายขำนางบางบิดามารดา มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดที่ ๓๘๒๗ คนทั้งสามตายโจทก์ทุกคนและบุตรอื่นเป็นผู้รับมรดกแต่ลงชื่อโจทก์ที่ ๑ ในโฉนดเพียงผู้เดียวถือกรรมสิทธิ์โดยส่วนตัวและแทนโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ประสงค์จะโอนที่แปลงนี้ให้บุตรทุกคนมีชื่อร่วมกับโจทก์ แต่บุตรอื่นกับโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่ไปสำนักงานที่ดินโจทก์ที่ ๑ หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยว่าให้ทำนิติกรรมเสียทีหนึ่งก่อนแล้วค่อยโอนให้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ และบุตรอื่นภายหลัง จึงได้ทำนิติกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยแต่ผู้เดียว ก่อนทำนิติกรรมที่ดินถูกเวนคืนบางส่วนและจะได้รับค่าทดแทน ๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยไม่ยอมโอนใส่ชื่อโจทก์ทุกคนในโฉนด ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมให้ที่ดินรายพิพาทระหว่างโจทก์ที่ ๑กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนเสีย ให้จำเลยโอนคืนแก่โจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินและเงินค่าทดแทน ให้เจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อโจทก์ทุกคนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการเวนคืน จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ที่ ๑ยกที่พิพาทให้จำเลยโดยสมัครใจ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นว่า ให้แบ่งที่พิพาทที่เหลือจากการเวนคืนรวมทั้งเงินค่าทดแทน ๖๐,๐๐๐ บาท ออกเป็น ๑๖ ส่วน ให้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ได้คนละ ๑ ส่วน ให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นเจ้าของร่วมด้วยตามส่วน โจทก์จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นภรรยาของนายสำลี โจทก์ที่ ๒ถึงที่ ๔ เป็นบุตรของนายสำลีเกิดด้วยโจทก์ที่ ๑ ที่ดินรายพิพาทเดิมมีชื่อนายสำลีถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันกับบิดามารดาในโฉนด เมื่อบิดามารดาตายส่วนของบิดามารดาก็เป็นมรดกตกได้แก่นายสำลี นายสำลีถึงแก่กรรมแล้วโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ขอรับมรดกที่พิพาท โอนใส่ชื่อโจทก์ที่ ๑ ในโฉนดแต่ผู้เดียวต่อมาโจทก์ที่ ๑ ได้โอนไปยังผู้อื่น แล้วก็ได้โอนกลับคืนมาเป็นของโจทก์ที่ ๑ อีกในที่สุดโจทก์ที่ ๑ ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องเคลือบคลุม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องเกี่ยวกับเจตนาในการทำนิติกรรมรายนี้เป็นใจความว่า โจทก์ที่ ๑ ถูกจำเลยหลอกลวงว่าให้ทำนิติกรรมเสียทีหนึ่งก่อนแล้วจึงค่อยโอนให้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ในภายหลัง โจทก์ที่ ๑ จึงโอนที่พิพาทให้จำเลยโดยไม่รู้เท่าทันถึงเหตุการณ์ โจทก์ที่ ๑ ไม่มีเจตนายกที่พิพาทให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกล่าวโดยชัดแจ้งพอให้จำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหาของโจทก์แล้ว การที่โจทก์ระบุมาด้วยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นกลฉ้อฉลและเป็นการแสดงเจตนาลวงนั้น เป็นการยกเอากฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงตามความเข้าใจของโจทก์ แม้จะขัดกันดังที่จำเลยฎีกาขึ้นมา ก็จะยกมาเป็นเหตุถือว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหาได้ไม่ ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ ๒ ถึง ๔ ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทจำเลยมิได้ต่อสู้ว่า โจทก์ที่ ๒ ถึง ๔ ไม่มีสิทธิรับมรดกของนายสำลี ต้องฟังว่าโจทก์ที่ ๒ ถึง ๔ มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทด้วย ปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ที่ ๑ โอนที่พิพาทให้จำเลย มิใช่เป็นการโอนกันจริงจัง ไม่ใช่ข้อที่ว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น ตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่มีการโอนให้กันจริง ๆ มิใช่เพียงหลอก ๆ ปัญหาที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแบ่งส่วนให้แก่โจทก์จำเลยเป็นการชอบหรือไม่และส่วนของโจทก์ควรมีเท่าใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทในฐานะทายาทรับมรดกของนายสำลีบิดา และทายาทของนายสำลีก็มิได้มีแต่โจทก์เท่านั้นแต่มีคนอื่นเช่นจำเลยอีกด้วย โจทก์ที่ ๒ถึงที่ ๔ จึงควรได้แต่สวนแบ่งในที่พิพาท ไม่ใช่ควรได้ทั้งหมดตามที่เรียกร้องมาแต่ส่วนแบ่งของโจทก์มีเท่าใดนั้น คดีไม่มีข้อพิพาทกันมาโดยตรง โดยเฉพาะส่วนที่มิได้เป็นมรดก แต่เป็นของโจทก์ที่ ๑ ในฐานะที่เป็นภรรยาของนายสำลีก็ยังเป็นปัญหาอยู่ดังจะเห็นได้จากข้อโต้แย้งของโจทก์ในฎีกาว่า ส่วนของโจทก์ที่ ๑ ในฐานะภรรยาควรมีเพียง ๑ ใน ๓ เท่านั้น หาใช่ครึ่งหนึ่งดังคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ไม่ ข้อเท็จจริงยังฟังเป็นยุติไม่ได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่ายังไม่สมควรที่จะพิพากษาให้แบ่งส่วนในที่พิพาทไปตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ควรให้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยในโฉนดที่ดินรายพิพาทตามคำขอของโจทก์เท่านั้น ฝ่ายใดจะมีกรรมสิทธิ์อยู่เป็นส่วนเท่าไร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่กันเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก สำหรับเงินทดแทนจากการเวนคืนที่ดินรายพิพาท เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินรายพิพาท โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิในเงินนั้นตามส่วนแต่จะขอให้บังคับเจ้าหน้าที่กรมโยธาเทศบาลและเทศบาลกรุงเทพ ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีเป็นผู้จ่ายให้ ศาลย่อมจะบังคับให้ไม่ได้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่า ให้จำเลยขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ใส่ชื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินรายพิพาทถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยและโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีสิทธิในเงินทดแทนการเวนคืนที่ดินรายพิพาทตามส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1782/2516 นางน้อม ทิมมาศ ที่ 1 จ่าสิบตำรวจสุขเกษม ทิมมาศ ที่ 2 นางนิยม สิงห์ทอง ที่ 3 นางนงเยาว์ วัฒนะโชติ ที่ 4 โจทก์ นางสุณี พิณกุล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความ3 - นางน้อม ทิมมาศ ที่ 1 จ่าสิบตำรวจสุขเกษม ทิมมาศ ที่ 2 นางนิยม สิงห์ทอง ที่ · โจทก์ - นางนงเยาว์ วัฒนะโชติ ที่ 4 · จำเลย - นางสุณี พิณกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพรียบ หุตางกูร · สรรเสริญ ไกรจิตติ · รื่น วิไลชนม์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวิถี ปานะบุตร · ศาลอุทธรณ์ - นายศิริ จีระมะกร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1342/2509ฎีกา 9577/2552ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1561/2520ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 6105/2531ฎีกา 2572/2541ฎีกา 643/2497ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6058/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา