⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2510/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2510/2516

ป.พ.พ. ม.420, 425, 441 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.55

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้องร้องให้ผู้กระทำละเมิดรับผิดต่อทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนได้ และอำนาจฟ้องหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่โอนไปยังห้างหุ้นส่วนเมื่อได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในภายหลัง 2. การที่บริษัทประกันภัยรับซ่อมรถยนต์ที่เอาประกันไว้และมีการทำบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายระหว่างตัวแทนโจทก์กับตัวแทนบริษัทประกันภัยนั้น ไม่ทำให้โจทก์หมดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนอื่นจากผู้กระทำละเมิดโดยตรง

ย่อคำพิพากษา

ในขณะที่เกิดเหตุละเมิดขึ้นนั้น ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางยังมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญโจทก์ในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว ย่อมมีอำนาจฟ้องร้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดซึ่งลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้กระทำต่อทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนนั้นได้ และอำนาจฟ้องหรือสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อผู้กระทำละเมิดต่อทรัพย์นั้นเป็นบุคคลสิทธิ มิใช่ทรัพย์สิทธิที่ติดตามไปกับตัวทรัพย์ เมื่อสิทธิดังกล่าวได้เกิดมีขึ้นแล้ว แม้ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นห้างหุ้นส่วนนั้นก็ตาม อำนาจฟ้องหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวก็หาโอนไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางด้วยไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ รถยนต์ของจำเลยที่ชนรถโจทก์ได้ประกันไว้กับบริษัทประกันภัยเมื่อเกิดเหตุแล้วตัวแทนบริษัทประกันภัยไปตรวจ เห็นว่ารถฝ่ายจำเลยผิดจึงได้รับรถโจทก์ไปซ่อมให้ ได้มีการไปทำบันทึกกันที่สถานีตำรวจมีข้อความตอนหนึ่งว่า ส่วนค่าเสียหายนอกจากการซ่อมซึ่งบริษัทประกันภัยรับผิดชอบ ตัวแทนของโจทก์จะไปเจรจาตกลงกันเองกับจำเลยที่ 2ผู้เป็นเจ้าของรถคันที่เป็นฝ่ายชนต่อไป บันทึกนี้เป็นเพียงบันทึกระหว่างตัวแทนโจทก์กับตัวแทนบริษัทประกันภัยเท่านั้น โจทก์หามีหน้าที่แจ้งให้จำเลยทราบไม่ (วรรคแรกวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 24/2516)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.441 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1015 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1025 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1033 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1077 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1079 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1298 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.441 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๐๙ โจทก์ได้ทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยาง และได้รับจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๑๐ ดังนั้นระหว่างวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๐๙ ถึงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๑๐ โจทก์จึงเป็นหุ้นส่วนสามัญโดยไม่จดทะเบียน เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๐๙ โจทก์ได้เช่าซื้อรถยนต์เลขทะเบียน ก.ท.ร.๒๑๙๙๐ เพื่อประโยชน์ในกิจการของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๑๐ จำเลยที่ ๑ ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ได้ขับรถยนต์บรรทุกเลขทะเบียน ก.ท.ข. ๐๒๘๔๐ เพื่อประโยชน์ของนายจ้างด้วยความประมาทชนรถยนต์ ก.ท.ร.๒๑๙๙๐ เสียหาย เข้าซ่อม๔๐ วัน โจทก์ต้องเช่ารถยนต์รับจ้างใช้ประโยชน์วันละ ๒๕๐ บาทเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท และทำให้รถยนต์เสื่อมราคาไป ๒๐,๐๐๐ บาทขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ ๑ เนื่องจากโจทก์ทิ้งฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายประมาท โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์เลขทะเบียน ก.ท.ร.๒๑๙๙๐ จึงไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยไม่ใช่เจ้าของรถยนต์บรรทุกและไม่ใช่นายจ้างของจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันและแทนกันใช้ค่าขาดผลประโยชน์ในการใช้รถ ๑๐,๐๐๐ บาท ค่าเสื่อมราคา ๒,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาต่อมา ในปัญหาที่ว่าโจทก์ในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะหุ้นส่วนมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้ร่วมรับผิดในผลแห่งการทำละเมิดคดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นายสถิต ตั้งวาริธร นายพรชัยวัฒนจาวเรือง นายอ๊าหยุด แซ่ตั้ง นายสำราญ จันทร์เสริม และนายซู้เซง แซ่ตั้ง โจทก์ได้ทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๐๙ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม๒๕๐๙ นายสถิต ตั้งวาริธร โจทก์ ได้ลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท.ร. ๒๑๙๙๐ เพื่อประโยชน์ในกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้น เหตุละเมิดที่ทำให้รถยนต์คันนี้ได้รับความเสียหายเกิดขึ้นโดยการกระทำของฝ่ายจำเลยเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๑๐ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวได้รับจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่๔ กรกฎาคม ๒๕๑๐ และโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในเดือนมกราคม ๒๕๑๑ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่าในขณะที่เกิดเหตุละเมิดขึ้นนั้นห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางยังมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ โจทก์ในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้องร้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้รับผิดเพราะเหตุละเมิดดังกล่าวข้างต้นได้ และอำนาจฟ้องหรือสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อผู้กระทำละเมิดต่อทรัพย์นั้น เป็นบุคคลสิทธิ มิใช่ทรัพย์สิทธิที่ติดตามไปกับตัวทรัพย์ เมื่อสิทธิดังกล่าวได้เกิดมีขึ้นแล้ว แม้ต่อมาเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางได้จดทะเบียน จัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นห้างหุ้นส่วนนั้นก็ตาม อำนาจฟ้องหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวก็หาโอนไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัดสหมิตรหล่อยางด้วยไม่ ดังนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้แจ้งการสงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายให้จำเลยทราบล่วงหน้าก่อนการตกลงประนีประนอมยอมความกันจึงไม่ผูกมัดจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ด้วยนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รถยนต์ของจำเลยที่ชนรถโจทก์ได้ประกันไว้กับบริษัท ร.ส.พ.ประกันภัย จำกัดเมื่อเกิดเหตุแล้ว นายวิเชียรตัวแทนบริษัทประกันภัยไปตรวจ เห็นว่ารถฝ่ายจำเลยผิด จึงได้รับรถโจทก์ไปซ่อมให้ ได้มีการไปทำบันทึกกันที่สถานีตำรวจมีข้อความตอนหนึ่งว่า ส่วนค่าเสียหายนอกจากการซ่อมซึ่งบริษัทประกันภัยรับผิดชอบ นายรัตนพิมลตัวแทนของโจทก์จะไปเจรจาตกลงกันเองกับจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นเจ้าของรถคันที่เป็นฝ่ายชนต่อไป ดังนี้ เห็นได้ว่าบันทึกนี้เป็นเพียงบันทึกระหว่างตัวแทนโจทก์กับตัวแทนบริษัทประกันภัยเท่านั้น โจทก์จึงหามีหน้าที่แจ้งให้จำเลยทราบดังที่จำเลยฎีกาไม่ ในเรื่องค่าเสียหายและค่าเสื่อมราคาของรถโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าพยานจำเลยไม่อาจหักล้างข้อนำสืบของโจทก์ในประเด็นข้อนี้ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2510/2516 นายสถิต ตั้งวาริธร ในฐานะส่วนตัวและผู้รับมอบอำนาจจาก นายพรชัย วัฒนจาวเรือง นายอ๊าหยุด แซ่ตั้ง นายสำราญ จันทร์เสริม นายซู้เซง แซ่ตั้ง โจทก์ นายเฉลิม มูกา ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความในฐานะส่วนตัวและผู้รับมอบอำนาจจาก - นายสถิต ตั้งวาริธร · นายซู้เซง - นายพรชัย วัฒนจาวเรือง นายอ๊าหยุด แซ่ตั้ง นายสำราญ จันทร์เสริม · โจทก์ - แซ่ตั้ง · จำเลย - นายเฉลิม มูกา ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิกรม เมาลานนท์ · สนับ คัมภีรยส · สุธี ชอบธรรม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุทธิ บัวแก้ว · ศาลอุทธรณ์ - นายธวัช สิทธิชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 246/2530ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 1000/2505ฎีกา 8680/2551ฎีกา 7335/2538ฎีกา 967/2491ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 307/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา