คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2516
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การนำสืบที่นอกเหนือจากประเด็นข้อต่อสู้ที่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลจะรับฟังวินิจฉัยไม่ได้
2. การอ้างว่าทำสัญญาเช่าแทนบุคคลอื่น หาได้ไม่ ต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐาน
3. การเช่าเคหะและที่ดินที่ทำขึ้นภายหลังพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. 2504 ใช้บังคับ ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านที่เช่าจากโจทก์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าทำสัญญาเช่าแทนบิดาจำเลย การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยทำสัญญาเช่าแทนบิดาจำเลย ย่อมนอกประเด็นข้อต่อสู้ไม่ชอบที่ศาลจะรับฟัง
จำเลยทำสัญญาเช่าในนามตนเองเป็นผู้เช่า จำเลยจะนำสืบ(พยานบุคคล) ว่าทำสัญญาเช่าแทนคนอื่นหาได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)
ทำสัญญาเช่าบ้านภายหลังพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504ใช้บังคับ แม้เป็นการเช่าอยู่อาศัยก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๐๘ จำเลยทำสัญญาเช่าบ้าน(โกดัง) ของโจทก์ มีกำหนด ๑ ปี ใช้เก็บของในกิจการค้า ครบกำหนดแล้วเช่าต่อมาโดยไม่มีสัญญาเช่า โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยไม่ยอมออกขอให้ขับไล่และใช้ค่าเสียหาย
จำเลยต่อสู้ว่า เช่าบ้านเป็นที่อยู่อาศัย ความจริงเช่ามานานตั้งแต่ครั้งบิดาโจทก์ยังอยู่ เพิ่งเปลี่ยนเป็นชื่อจำเลยเป็นผู้เช่าเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม๒๕๐๘ จำเลยได้รับความคุ้มครอง
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาเช่าแทนบิดาจำเลย และบ้านพิพาทเป็นเคหะควบคุม จำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดินฯ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลย และให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๓๐๐ บาท
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การสู้คดีว่า "ความจริงบ้านหลังนี้ได้เช่าโจทก์มานานตั้งแต่ครั้งบิดาของโจทก์ยังอยู่ เพิ่งเปลี่ยนเป็นชื่อจำเลยเป็นผู้เช่าเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๐๘" ไม่มีข้อความตอนใดเลยที่จะแสดงให้เห็นโดยแจ้งชัดว่าจำเลยสู้คดีว่าจำเลยทำสัญญาเช่าแทนบิดาจำเลยที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญาเช่าหมาย จ.๑๙ หรือ ล.๕ แทนบิดาจำเลยจึงนอกประเด็นข้อต่อสู้ไม่ชอบที่ศาลจะรับฟัง นอกจากนั้นตามสัญญาเช่าหมาย จ.๑๙ หรือ ล.๕ ปรากฏว่าจำเลยทำสัญญาเช่าในนามตนเองเป็นผู้เช่าจำเลยจะนำสืบว่าทำสัญญาเช่าแทนคนอื่นไม่ได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข) เมื่อจำเลยรับว่าทำสัญญาเช่ากับโจทก์เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๐๘ อันเป็นเวลาหลังพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. ๒๕๐๔ ใช้บังคับแม้ เป็นการเช่าอยู่อาศัยก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้
ส่วนค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เหมาะสมแล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2516
นางทิพวัลย์ นิตยางกูร โจทก์
นายไวกูร รัชต์บริรักษ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางทิพวัลย์ นิตยางกูร · จำเลย - นายไวกูร รัชต์บริรักษ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ถนอม ครูไพศาล · เสถียร ลิมปิษเฐียร · ประพจน์ ถิระวัฒน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายกุดั่น กลัมพากร · ศาลอุทธรณ์ - นายแถม ตุลยสุข |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา