คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 574-580/2516
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินที่ผู้เช่าจ่ายให้ผู้ให้เช่าเพื่อแลกกับการได้รับประโยชน์จากการเช่าในอัตราที่ถูกกว่า ถือเป็นค่าเช่าส่วนหนึ่งของสัญญาเช่า ไม่ทำให้สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยเช่าแผงลอยของโจทก์ประกอบการค้า และเสียเงินให้โจทก์ 2,000 บาท ขณะที่จำเลยมาเช่า โจทก์มีแผงลอยพร้อมอยู่แล้ว ไม่จำต้องก่อสร้างขึ้นอีกแต่อย่างใด ที่จำเลยเสียเงินให้โจทก์ ก็ได้รับประโยชน์โดยโจทก์เก็บค่าเช่าถูกกว่าผู้เช่าที่มิได้เสียเงินเงินที่จำเลยเสียให้โจทก์นั้นจึงเป็นเงินประเภทเดียวกับเงินกินเปล่าอันเป็นค่าเช่าส่วนหนึ่ง. หาทำให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาไม่
เจ้าอาวาสวัดโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทนวัดโจทก์ มิใช่มอบอำนาจเป็นการส่วนตัว ดังนั้นแม้ภายหลังเจ้าอาวาสผู้มอบอำนาจจะถึงแก่มรณภาพลงก็หาทำให้ฐานะของผู้รับมอบอำนาจนั้นเสียไปไม่ จึงไม่จำต้องมีการมอบอำนาจกันใหม่อีก
ข้อฎีกาที่ว่า โจทก์ที่ 1 ตั้งตัวแทนทำสัญญากับโจทก์ที่ 2โดยไม่มีใบมอบอำนาจเป็นหนังสือ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนเมื่อมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 130/2486)
เมื่อจำเลยหมดสิทธิที่จะเช่าและใช้ประโยชน์ในแผงลอยของโจทก์ที่ 1 ต่อไป และไม่มีนิติสัมพันธ์อย่างใดต่อกันอีกการที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาให้โจทก์ที่ 2 รื้อแผงลอยและสร้างอาคารพาณิชย์ขึ้นใหม่ จะเป็นการชอบและมีอำนาจทำได้หรือไม่เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับกรมการศาสนาและมหาเถรสมาคมที่จะว่ากล่าวกันเอง หาทำให้จำเลยมีสิทธิใช้ประโยชน์ในแผงลอยต่อไปอีกไม่ ฉะนั้น ข้อที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจทำสัญญากับโจทก์ที่ 2 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีที่ควรได้รับการวินิจฉัย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดี ๗ สำนวนนี้ ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยโจทก์ฟ้องว่าโจทก์ที่ ๑ ได้ทำสัญญาให้โจทก์ที่ ๒ รื้ออาคารตลาดสดแผงลอยของโจทก์ที่ ๑และก่อสร้างอาคารพาณิชย์ มอบกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ที่ ๑ โจทก์ได้บอกเลิกการเช่าแต่จำเลยผู้เช่าแผงลอยไม่ยอมออกไปเป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๒, ๓ ไม่สามารถรื้อและก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตามสัญญาได้ ขอให้ขับไล่จำเลย และให้จำเลยแต่ละสำนวนใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๗,๕๐๐ บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๒จนกว่าจะออกไป
จำเลยทั้ง ๗ สำนวนต่อสู้ว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าแผงลอยกับโจทก์ที่ ๑ สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนด โจทก์ที่ ๑ ไม่มีอำนาจทำสัญญาให้โจทก์ที่ ๒ ปรับปรุงตลาดสด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในแผลงลอยของโจทก์อีกต่อไป แต่ฟังไม่ได้ว่าโจทก์เสียหาย พิพากษาขับไล่จำเลย คำขออื่นให้ยก
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ที่ ๓ ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ที่ ๑, ๒ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๓ นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้อง คำให้การ และข้อนำสืบของโจทก์จำเลยฟังได้ชัดว่า จำเลยได้เช่าแผงลอยพิพาทของโจทก์ที่ ๑ ขณะที่จำเลยมาเช่าแผงลอยพิพาทนั้น โจทก์ที่ ๑ มีแผงลอยพร้อมอยู่แล้ว ไม่จำต้องก่อสร้างขึ้นอีกแต่อย่างใด ที่จำเลยบางคนเสียเงินให้โจทก์ที่ ๑ คนละ ๒,๐๐๐ บาทก็ได้รับประโยชน์โดยโจทก์ที่ ๑ เก็บค่าเช่ารายวันเพียงวันละ ๑ บาท ถูกกว่าผู้เช่าที่มิได้เสียเงินเห็นได้ว่าเงิน ๒,๐๐๐ บาท ที่จำเลยเสียให้แก่โจทก์ที่ ๑ นั้นเป็นเงินประเภทเดียวกับเงินกินเปล่าอันเป็นค่าเช่าส่วนหนึ่ง หาทำให้การเช่าระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาไม่เมื่อโจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของแผงลอยพิพาท และจำเลยยินยอมเช่าแผงลอยพิพาทกับโจทก์ที่ ๑ ตลอดมา จำเลยผู้เช่าจึงไม่อาจอ้างได้ว่า โจทก์ที่ ๑ ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้
การเช่ารายนี้มิได้กำหนดระยะเวลาเช่ากันไว้ โจทก์ที่ ๑ จะบอกเลิกการเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ และโจทก์ที่ ๑ ได้บอกเลิกการเช่าแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะประกอบการค้าอยู่ในแผงลอยพิพาทอีกต่อไป
ที่จำเลยฎีกาว่า พระธรรมคุณาภรณ์เจ้าอาวาสวัดโจทก์ที่ ๑ ถึงแก่มรณภาพในระหว่างคดี แต่โจทก์ไม่มีการมอบอำนาจกันใหม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าคดีนี้พระธรรมคุณาภรณ์เจ้าอาวาสวัดโจทก์ที่ ๑ มอบอำนาจให้นายสำลีสังวรกิจธรรม เป็นผู้ดำเนินคดีแทนวัดโจทก์ที่ ๑ มิใช่มอบอำนาจเป็นการส่วนตัวฉะนั้น แม้ภายหลังเจ้าอาวาสผู้มอบอำนาจจะถึงแก่มรณภาพลง ก็หาทำให้ฐานะของผู้รับมอบอำนาจนั้นเสียไปไม่ จึงไม่จำต้องมีการมอบอำนาจกันใหม่อีกโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้
ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ ๑ ตั้งนายแสง บำรุงไทย เป็นตัวแทนทำสัญญากับโจทก์ที่ ๒ โดยไม่มีใบมอบอำนาจเป็นหนังสือ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าเป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้น และมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๐/๒๔๘๖ คดีระหว่างนายโป๊ะ ปรางเลิศโจทก์ จาดมูลนิธิ จำเลย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย
ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ ๑ ไม่มีอำนาจทำสัญญากับโจทก์ที่ ๒ ให้รื้อแผงลอยและปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ขึ้นใหม่ เพราะโจทก์ที่ ๑ มิได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนาและมหาเถรสมาคมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยหมดสิทธิที่จะเช่าและใช้ประโยชน์ในแผงลอยพิพาทของโจทก์ที่ ๑ ต่อไปแล้วไม่มีนิติสัมพันธ์อย่างใดต่อกันอีก การที่โจทก์ที่ ๑ ทำสัญญากับโจทก์ที่ ๒ให้รื้อแผงลอยและสร้างอาคารพาณิชย์ขึ้นใหม่ จะเป็นการชอบหรือมีอำนาจทำได้หรือไม่ เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับกรมการศาสนาและมหาเถรสมาคมที่จะว่ากล่าวกันเอง หาทำให้จำเลยมีสิทธิใช้ประโยชน์ในแผงลอยพิพาทต่อไปอีกไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีที่ควรได้รับการวินิจฉัย
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 574 - 580/2516
พระธรรมคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดโพธาราม โดยนายสำลี สังวรกิจธรรม
ผู้รับมอบอำนาจ ที่ 1 นายสำลี สังวรกิจธรรม ที่ 2
โดยนายสำลี สังวรกิจธรรม หุ้นส่วนผู้จัดการ ที่ 3 โจทก์
นางสาวเหลี่ยน เสรีระกุล กับสำนวนอื่นอีกรวม 7 สำนวน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | สังวรกิจธรรม - พระธรรมคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดโพธาราม โดยนายสำลี · 2 - ผู้รับมอบอำนาจ ที่ 1 นายสำลี สังวรกิจธรรม ที่ · โจทก์ - โดยนายสำลี สังวรกิจธรรม หุ้นส่วนผู้จัดการ ที่ 3 · จำเลย - นางสาวเหลี่ยน เสรีระกุล กับสำนวนอื่นอีกรวม 7 สำนวน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อุทัย ศุภนิตย์ · จรัญ อิศระ · วิทูร เทพพิทักษ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายสมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ · ศาลอุทธรณ์ - นายคมกริช นุรักษ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา