คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 843/2516
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การหักกลบลบหนี้มีผลใช้บังคับได้ แม้สิทธิเรียกร้องของฝ่ายหนึ่งจะขาดอายุความแล้วก็ตาม หากการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่หนี้ทั้งสองฝ่ายอาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรก และสิทธิเรียกร้องของฝ่ายนั้นยังไม่ขาดอายุความในเวลานั้น
ย่อคำพิพากษา
การหักกลบลบหนี้นั้น แม้จำเลยจะแสดงเจตนาไปฝ่ายเดียวก็เป็นอันหักกลบลบหนี้กันได้
จำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ กำหนดชำระภายในวันที่ 1 เมษายน 2497และโจทก์เป็นหนี้ค่าจ้างว่าความจำเลยอยู่สองคดี คดีแรกคดีถึงที่สุดใน พ.ศ.2501 คดีที่สองคดีถึงที่สุดใน พ.ศ.2504 ดังนี้ จำเลยย่อมอยู่ในฐานะที่อาจหักกลบลบหนี้ได้แม้จำเลยจะได้แสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2505 ซึ่งสิทธิเรียกร้องชำระหนี้ค่าจ้างว่าความของจำเลยขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่สิทธิในการหักกลบลบหนี้ของจำเลยย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 344 และการแสดงเจตนาของจำเลยดังกล่าวก็มีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 342 วรรค 2กล่าวคือ หนี้ค่าจ้างว่าความคดีแรกย้อนไปถึง พ.ศ.2501 หนี้ค่าจ้างว่าความคดีที่สอง ย้อนไปถึง พ.ศ.2504 ซึ่งสิทธิเรียกร้องของจำเลยยังไม่ขาด จึงหักกลบลบกันกับหนี้เงินกู้ของโจทก์หมดสิ้นแล้วไม่มีหนี้ที่โจทก์จะนำมาฟ้องได้อีก
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ไป ๓,๐๐๐ บาทคิดดอกเบี้ยให้ชั่งละ ๑ บาทต่อเดือน กำหนดชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๙๗ ตั้งแต่กู้ไปจำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์เลย โจทก์ทวงถามก็ไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ย
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญากู้เงิน ๓,๐๐๐ บาทให้โจทก์จริง โจทก์เป็นลูกความประจำของจำเลย จำเลยว่าความให้โจทก์รวม ๑๙ สำนวน ค่าจ้างที่ตกลงกันทั้งหมด ๓๑,๐๐๐ บาท โจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าจ้างว่าความ ๑๒,๐๐๐ บาท และค่าพาหนะเดินทาง ค่าอาหารในการที่จำเลยไปว่าความต่างจังหวัดอีก ๑,๐๐๐ บาท จำเลยได้ทวงถามแล้วและได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าเงินที่จำเลยเอามาจากโจทก์เท่าใดให้หักกลบลบหนี้กันเสีย ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ กันยายน๒๕๐๕ แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้เงินกู้ ๓,๐๐๐ บาทนั้นอีก ส่วนที่เหลือให้โจทก์ชำระให้จำเลยภายใน ๑๐ วัน หนี้ดังกล่าวจึงหลุดพ้นไปหมดสิ้นแล้วขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระค่าจ้างว่าความ ๑๒,๐๐๐ บาทกับค่าพาหนะเดินทางและค่าอาหารรวม ๑,๐๐๐ บาทแก่จำเลย
เดิมศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งและงดสืบพยานโจทก์จำเลยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้อง คดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาโดยศาลฎีกาพิพากษากลับให้รับฟ้องแย้งไว้พิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้ชำระค่าจ้างว่าความกับค่าพาหนะเดินทางและค่าอาหารให้จำเลยเสร็จไปแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิจะเรียกร้องและนำมาหักกลบลบหนี้กับโจทก์ คดีของจำเลยขาดอายุความ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ชำระค่าจ้างว่าความให้จำเลยเสร็จสิ้นไปแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม ๕,๖๒๕ บาทให้โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๓,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ยังเป็นหนี้ค่าจ้างว่าความ ค่าพาหนะเดินทางและค่าอาหารตามฟ้องแย้ง จำเลยได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับโจทก์หมดสิ้นแล้ว แต่หนี้ตามฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความแล้ว พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้องโจทก์ด้วย คำขอตามฟ้องแย้งนอกจากที่จำเลยขอหักกลบลบหนี้จำนวน ๓,๐๐๐ บาทและดอกเบี้ยให้ยกเสีย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเชื่อว่า โจทก์เป็นหนี้ค่าจ้างว่าความกับค่าอาหารและค่าพาหนะเดินทางจำเลยจริง และเห็นว่าการหักกลบลบหนี้แม้จำเลยจะแสดงเจตนาไปฝ่ายเดียว ก็เป็นอันหักกลบลบหนี้กันได้
ข้อที่โจทก์ฎีกาว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยขาดอายุความแล้วจะนำมาหักกลบลบหนี้กันไม่ได้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยได้ว่าความให้โจทก์รวม ๑๙ คดี ตามบัญชีท้ายคำให้การของจำเลย กำหนดการชำระค่าจ้างว่าความกันนี้ น่าเชื่อตามข้อนำสืบของจำเลยว่าโจทก์จะชำระกันเมื่อคดีนั้นได้ระงับข้อพิพาท ตามยอดบัญชีนี้คงมีคดีอันดับ ๑๑ และ ๑๕ เท่านั้นที่ถือได้ว่าสิ้นสุดยุติเป็นที่แน่นอนแล้วในพ.ศ. ๒๕๐๑ และ ๒๕๐๔ อันอยู่ในฐานะที่จำเลยจะใช้หักกลบลบหนี้ได้รวม ๕,๕๐๐ บาท แม้จำเลยจะได้แสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ไปยังโจทก์เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๐๕ ตามเอกสาร ล.๑๙ ซึ่งสิทธิเรียกร้องชำระหนี้ค่าจ้างว่าความของจำเลยขาดอายุความแล้วก็ตามแต่สิทธิในการหักกลบลบหนี้ของจำเลยย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๔๔ และการแสดงเจตนาของจำเลยดังกล่าวก็มีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบกันได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๒ วรรค ๒ คือ ในกรณีหนี้ค่าจ้างว่าความอันดับที่ ๑๑ย้อนไปถึง พ.ศ. ๒๕๐๑ คดีอันดับที่ ๑๕ ย้อนไปถึง พ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่งสิทธิเรียกร้องหักกลบลบหนี้ของจำเลยยังไม่ขาด จึงหักกลบลบกันได้กับหนี้เงินกู้ของโจทก์หมดสิ้นแล้ว ไม่มีหนี้ที่โจทก์จะนำมาฟ้องอีก
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 843/2516
นางหยัน บุณยะศรี โจทก์
นายเปลี่ยน ลีละศร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางหยัน บุณยะศรี · จำเลย - นายเปลี่ยน ลีละศร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พิชัย รชตะนันทน์ · พิชัย รชตะนันทน์ · สวัสดิ์ ภู่งาม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายจำเนียร บุญพละ · ศาลอุทธรณ์ - นายกำจร ปัทมนันท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา