⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7547/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7547/2559

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญาได้ยอมรับมอบงานที่อีกฝ่ายหนึ่งทำและชำระค่าตอบแทนให้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ถือว่างานนั้นถูกต้องตามสัญญา และหากมีการทำสัญญาใหม่ แม้จะมีเนื้อหาเป็นการแก้ไขปรับปรุงงานเดิม ก็ต้องถือเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาเพื่อผูกพันตามข้อตกลงใหม่ที่ระบุไว้ในสัญญานั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์มีอาชีพออกแบบโครงการก่อสร้างย่อมต้องทราบระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเป็นอย่างดีจึงไม่น่าเป็นไปได้ที่โจทก์จะไม่ส่งมอบแบบพิมพ์เขียวในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 เพื่อใช้ก่อสร้างให้แก่จำเลย ดังนั้นเมื่อโจทก์ส่งมอบแบบพิมพ์เขียวดังกล่าวแล้ว จำเลยต้องชำระค่าบริการวิชาชีพงวดที่ 4 ส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ ส่วนการที่จำเลยไม่ได้ทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็ดีหรือยังไม่ได้ขออนุญาตก่อสร้าง อันทำให้จำเลยไม่สามารถทำการก่อสร้างได้ก็ดีก็เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยเอง หาอาจยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ไม่ ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าแห่งการงานอันเนื่องมาจากสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันโดยปริยายตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม ซึ่งไม่ได้กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญา ดังนั้น การที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทำงานในงวดที่ 2 ยังไม่แล้วเสร็จจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าบริการวิชาชีพในงวดที่ 2 โดยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาที่วินิจฉัยว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันโดยปริยาย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าการงาน 2,140,000 บาท ว่าไม่ถูกต้องอย่างไรจึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ออกแบบและส่งมอบแบบโครงการพัทยา สาย 2 ให้แก่จำเลย ส่วนจำเลยก็ได้ชำระค่าบริการวิชาชีพแก่โจทก์ครบตามสัญญา การที่จำเลยยอมรับมอบงานที่โจทก์ทำและชำระค่าบริการให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อโต้แย้งใดบ่งชี้ว่างานออกแบบที่โจทก์ทำขึ้นไม่ถูกต้อง โจทก์จึงย่อมไม่มีความรับผิดใดๆ ตามสัญญาจ้างเดิม การที่โจทก์และจำเลยมาทำสัญญาจ้างออกแบบกันใหม่แม้จะมีเนื้อหาเป็นการให้โจทก์แก้ไขปรับปรุงแบบเดิมที่โจทก์ทำไว้ก็ตาม ต้องถือเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาเพื่อผูกพันตามข้อตกลงใหม่ที่ระบุไว้ในสัญญาจึงไม่ใช่เป็นการก่อหนี้ที่จำเลยเข้าทำสัญญากับโจทก์โดยสำคัญผิดในแบบของสัญญาซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญาอันจะทำให้สัญญาจ้างออกแบบฉบับใหม่ตกเป็นโมฆะตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดังนั้น จำเลยจึงต้องผูกพันรับผิดชำระค่าบริการวิชาชีพตามสัญญาฉบับใหม่แก่โจทก์ อย่างไรก็ดี แม้สัญญาฉบับใหม่จะไม่ตกเป็นโมฆะแต่การที่โจทก์ในฐานะผู้มีอาชีพออกแบบในงานสถาปัตยกรรมย่อมต้องมีหน้าที่ออกแบบให้เป็นไปตามข้อตกลงในกรอบของกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์ออกแบบอาคารเออยู่ในตำแหน่งที่กฎหมายห้ามไม่ให้ก่อสร้างอาคารที่มีจำนวนเกิน 80 ห้อง นั้น แสดงว่าโจทก์ออกแบบโดยไม่คำนึงถึงข้อห้ามตามกฎหมายซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันภยันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับสาธารณชน แม้จำเลยรู้เห็นหรือยินยอมก็ต้องถือว่าโจทก์มีส่วนผิด จึงสมควรไม่กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าบริการวิชาชีพงวดที่ 2 ถึงที่ 4 ในส่วนของการออกแบบอาคารเอ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าบริการวิชาชีพเฉพาะในส่วนของการออกแบบอาคารบีเท่านั้น ซึ่งเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 428,000 บาท พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2551 จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์มีหน้าที่ออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมโครงการพหลโยธิน 37 ให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้จำเลยสามารถนำแบบแปลนไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของจำเลยแต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการตามสัญญาเป็นเหตุให้จำเลยก่อสร้างอาคารสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด พอถือได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ออกแบบสำหรับการก่อสร้างไม่ถูกต้องแล้ว ข้อนำสืบของจำเลยว่าโจทก์ผิดสัญญาจึงไม่ใช่การนำสืบนอกประเด็นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น กรณีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามสัญญาจ้างออกแบบโครงการพหลโยธิน 37 หรือไม่... ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าการออกแบบของโจทก์เป็นไปตามความประสงค์ของจำเลยที่ต้องการให้เพดานห้องสูงมีความปลอดโปร่งอันส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าซึ่งหากนำไปใช้เป็นแบบในการก่อสร้างจะทำให้อาคารที่ก่อสร้างมีความสูง 25 เมตร เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และการที่โจทก์ซึ่งมีอาชีพด้านการออกแบบยอมกระทำในสิ่งที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สาธารณชนถือว่าโจทก์มีส่วนผิดที่ทำงานโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการออกแบบที่ผิดกฎหมายของตน โจทก์จึงไม่สมควรได้รับค่าบริการวิชาชีพงวดที่ 2 ส่วนที่เหลือจำนวน 189,582.60 บาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.215 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.223 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.341 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.587 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.602 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.605

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,161,589.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,963,582.60 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับให้โจทก์ชำระเงิน 95,893,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งเคลือบคลุม ค่าเสียหายที่จำเลยเรียกมาสูงเกินจริง ฟ้องแย้งขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ จำเลยชำระเงิน 7,281,778.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,091,082.60 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มกราคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,117,218.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,115,582.60 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ชดใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 40,000 บาท และให้จำเลยชดใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 40,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ออกแบบสถาปัตยกรรม วิศวกรรมในตัวอาคาร และออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมในบริเวณรอบนอกอาคารในโครงการพัฒนาที่ดินของจำเลย 5 โครงการ โครงการที่ 1 คือโครงการอาคารพักอาศัย 16 ถึง 17 ชั้น ซอยพหลโยธิน 35 หรือโครงการพหลโยธิน 35 ตกลงค่าจ้างในค่าบริการวิชาชีพเป็นเงิน 3,750,000 บาท เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2550 โครงการที่ 2 คือ โครงการอาคารพักอาศัย 8 ชั้น เมืองพัทยาหรือโครงการพัทยานาเกลือ ตกลงค่าจ้างในค่าบริการวิชาชีพเป็นเงิน 7,000,000 บาท เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2550 โครงการที่ 3 คือ โครงการอาคารพักอาศัย 26 ถึง 30 ชั้น ปิ่นเกล้าหรือโครงการปิ่นเกล้าตกลงค่าจ้างในค่าบริการวิชาชีพเป็นเงิน 20,000,000 บาท เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2550 โครงการที่ 4 คือ โครงการปริญสิริ คอนโดมิเนียม เป็นอาคารพักอาศัย 8 ชั้น มีพื้นที่รวม 16,000 ตารางเมตร พัทยา สาย 2 หรือโครงการพัทยา สาย 2 ตกลงค่าจ้างในค่าบริการวิชาชีพเป็นเงิน 3,500,000 บาท เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2550 ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2551 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ปรับปรุงแก้ไขงานออกแบบในโครงการดังกล่าว ตกลงค่าจ้างในค่าบริการวิชาชีพเป็นเงิน 1,000,000 บาท และโครงการที่ 5 คือ โครงการอาคารพักอาศัย THE PLUSE เป็นอาคาร 8 ชั้น 2 อาคาร พื้นที่รวม 16,000 ตารางเมตร ซอยพหลโยธิน 37 หรือโครงการพหลโยธิน 37 ตกลงค่าจ้างในค่าบริการวิชาชีพเป็นเงิน 2,000,000 บาท ในปี 2550 ตามหนังสือเสนอขอบเขตและค่าบริการวิชาชีพงานออกแบบ ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2551 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้เพิ่มเติมงานออกแบบโครงสร้างในโครงการดังกล่าวในส่วนของการต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวเพื่อให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2550 โดยตกลงค่าจ้างในค่าบริการวิชาชีพเป็นเงิน 354,360 บาท การชำระค่าจ้างใน 5 โครงการ ยกเว้นการว่าจ้างตามที่ปรากฏในเอกสารสัญญาจ้างออกแบบและเอกสารหนังสือเสนอราคา จำเลยตกลงแบ่งชำระค่าจ้างให้โจทก์ 6 งวด ตามผลงาน งวดที่ 1 ร้อยละ 10 ในวันทำสัญญา งวดที่ 2 ร้อยละ 20 เมื่องานขั้นแบบร่างขั้นต้นและงานขั้นพัฒนาแบบร่างแล้วเสร็จ ซึ่งโจทก์ตกลงกับจำเลยไว้ในสัญญาส่วนนี้ว่า ในขั้นพัฒนาแบบร่างจำเลยต้องสรุปแนวทางการใช้วัสดุขั้นสุดท้ายและต้องสรุปแนวทางงานระบบวิศวกรรมไว้ด้วย งวดที่ 3 ร้อยละ 20 เมื่องานออกแบบสำหรับยื่นจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จ งวดที่ 4 ร้อยละ 20 เมื่อส่งมอบแบบพิมพ์เขียวสำหรับการขออนุญาตก่อสร้างอาคารที่ได้ออกแบบแล้ว งวดที่ 5 ร้อยละ 25 เมื่อส่งมอบแบบพิมพ์เขียวสำหรับการก่อสร้างที่ได้ออกแบบแล้ว งวดที่ 6 ร้อยละ 5 โดยจ่ายระหว่างดำเนินการก่อสร้างอาคาร โดยขอบเขตงานที่ว่าจ้างจะไม่รวมถึงการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องไปว่าจ้างผู้ชำนาญการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาจัดทำรายงานเอง ตามสัญญาจ้างออกแบบโครงการพหลโยธิน 35 จำเลยชำระค่าจ้างให้โจทก์แล้ว 2 งวด งวดที่ 1 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นเงิน 401,250 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน งวดที่ 2 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2550 เป็นเงิน 802,500 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน และจำเลยชำระค่าจ้างงวดที่ 4 ให้โจทก์อีกบางส่วน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 เป็นเงิน 535,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน สำหรับค่าจ้างงวดที่ 4 ส่วนที่เหลืออีก 267,000 บาท จำเลยไม่ชำระ ตามสัญญาจ้างออกแบบโครงการพัทยานาเกลือ จำเลยชำระค่าจ้างให้โจทก์แล้ว 2 งวด งวดที่ 1 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เป็นเงิน 749,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน งวดที่ 2 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2551 เป็นเงิน 1,498,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน สำหรับค่าจ้างในงวดที่ 4 เป็นเงิน 1,498,000 บาท และในงวดที่ 5 เป็นเงิน 1,872,500 บาท จำเลยไม่ชำระ ตามสัญญาจ้างออกแบบโครงการปิ่นเกล้า จำเลยชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ให้โจทก์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2550 เป็นเงิน 2,140,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน สำหรับค่าจ้างในงวดที่ 2 เป็นเงิน 4,280,000 บาท จำเลยไม่ชำระ ตามสัญญาจ้างออกแบบ จำเลยชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ให้โจทก์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 เป็นเงิน 214,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน ส่วนค่าจ้างในงวดที่ 2 เป็นเงิน 267,500 บาท งวดที่ 3 เป็นเงิน 267,500 บาท และงวดที่ 4 เป็นเงิน 321,000 บาท จำเลยไม่ชำระ และในการว่าจ้าง จำเลยชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ให้โจทก์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 เป็นเงิน 189,582.60 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน ส่วนค่าจ้างในงวดที่ 2 เป็นเงิน 189,582.60 บาท จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าจ้างในส่วนที่เหลือ โดยอ้างว่า โจทก์ทำงานที่ว่าจ้างเสร็จสิ้นแล้ว แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าบริการวิชาชีพงวดที่ 2 ตามสัญญาจ้างออกแบบโครงการปิ่นเกล้าหรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า โจทก์ทำงานในส่วนของการออกแบบร่างขั้นต้นและพัฒนาแบบร่างเสร็จกับได้ส่งมอบงานให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าบริการวิชาชีพในงวดที่ 2 ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างออกแบบให้แก่โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ยังทำงานในส่วนของการออกแบบร่างขั้นต้นและพัฒนาแบบร่างยังไม่แล้วเสร็จ จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างงวดที่ 2 จากจำเลยเป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างออกแบบโครงการปิ่นเกล้า ได้กำหนดขอบเขตและรายละเอียดของงานออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมกับงานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่จำเลยว่าจ้างให้โจทก์ทำไว้ในข้อสัญญาข้อที่ 1 และกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานไว้ในข้อสัญญาข้อที่ 2 โดยในข้อ 2.1 ได้กำหนดรายละเอียดของงานที่โจทก์ต้องทำในขั้นออกแบบร่างและขั้นพัฒนาแบบร่างไว้ด้วย โดยในขั้นพัฒนาแบบร่างได้กำหนดให้โจทก์ต้องทำการปรับปรุงรูปแบบสถาปัตยกรรมให้สอดคล้องกับระยะและระบบทางวิศวกรรม สรุปแนวทางการใช้วัสดุขั้นสุดท้าย และสรุปแนวทางงานระบบวิศวกรรม โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องทำงานในส่วนดังกล่าวด้วย ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของพยานโจทก์ปากนายสันติว่า ซึ่งเป็นแบบร่างขั้นต้นของโครงการปิ่นเกล้าที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างก็ต้องถือว่าโจทก์ทำงานในขั้นของการออกแบบร่างขั้นต้นและขั้นพัฒนาแบบร่างยังไม่แล้วเสร็จ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าบริการวิชาชีพในงวดที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าบริการวิชาชีพในงวดที่ 2 เป็นเงิน 4,280,000 บาท แต่เมื่อต้นร่างแล้วเสร็จบางส่วน จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าแห่งการงานในส่วนที่โจทก์ทำไปแล้วให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,140,000 บาท นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับที่จำเลยฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจ้างออกแบบโครงการปิ่นเกล้ามาด้วยว่า โจทก์ทำงานในขั้นออกแบบร่างขั้นต้นและขั้นพัฒนาแบบร่างไม่แล้วเสร็จ จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าบริการวิชาชีพในงวดที่ 2 จากจำเลยนั้น เห็นว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการปิ่นเกล้านั้น ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าแห่งการงานอันเนื่องมาจากสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันโดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม มิได้กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญา ดังนั้น การที่จำเลยฎีกาแต่เพียงว่า โจทก์ทำงานในงวดที่ 2 ยังไม่แล้วเสร็จจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าบริการวิชาชีพในงวดที่ 2 โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันโดยปริยาย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าแห่งการงานเป็นเงิน 2,140,000 บาท ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เป็นประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าบริการวิชาชีพงวดที่ 2 ถึงที่ 4 ตามสัญญาจ้างออกแบบโครงการพัทยาสาย 2 หรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้างออกแบบขึ้นโดยมีเจตนาถูกต้องตรงกันและมุ่งที่จะผูกนิติสัมพันธ์ตามข้อตกลงในสัญญา มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์โดยสำคัญผิดในสาระสำคัญของสัญญาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยทำสัญญาจ้างออกแบบกับโจทก์โดยสำคัญผิดในแบบของสัญญาซึ่งถือเป็นสาระสำคัญของสัญญา จึงตกเป็นโมฆะ เป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ในส่วนของโครงการพัทยาสาย 2 ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยว่าจ้างให้โจทก์ออกแบบโครงการดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งดังปรากฏตามสัญญาจ้างออกแบบ ซึ่งตามสัญญาระบุว่า ให้ออกแบบอาคารสูง 8 ชั้น 1 อาคาร พื้นที่ประมาณ 16,000 ตารางเมตร ภายหลังจากทำสัญญา โจทก์ก็ได้ดำเนินการออกแบบและส่งมอบแบบให้แก่จำเลย ส่วนจำเลยก็ได้ชำระค่าบริการวิชาชีพให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาแล้วเช่นกัน ซึ่งการที่จำเลยยอมรับมอบงานที่โจทก์ทำและชำระค่าบริการวิชาชีพให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อโต้แย้งใด ๆ บ่งชี้ว่า งานออกแบบที่โจทก์ทำขึ้นถูกต้องตามสัญญาและเป็นไปตามความประสงค์ในขณะนั้นของจำเลยแล้ว โจทก์จึงย่อมไม่มีหนี้หรือความรับผิดใดๆ ตามสัญญาจ้างออกแบบอีก การที่โจทก์และจำเลยมาทำสัญญาจ้างออกแบบกันใหม่ แม้จะมีเนื้อหาเป็นการจ้างให้โจทก์ทำการแก้ไขปรับปรุงแบบที่โจทก์ทำไว้เดิมก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาเพื่อผูกพันตามข้อตกลงใหม่ที่ระบุไว้ในสัญญา จึงหาใช่เป็นกรณีที่จำเลยเข้าทำสัญญากับโจทก์โดยสำคัญผิดในแบบของสัญญาซึ่งถือเป็นสาระสำคัญของสัญญา อันจะทำให้สัญญาจ้างออกแบบตกเป็นโมฆะตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ จำเลยจึงต้องผูกพันรับผิดชำระค่าบริการวิชาชีพให้แก่โจทก์ อย่างไรก็ตาม แม้สัญญาจะไม่ตกเป็นโมฆะ แต่การที่โจทก์ในฐานะผู้มีอาชีพในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมย่อมมีหน้าที่ที่ต้องออกแบบโครงการให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาและภายในกรอบของกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์ออกแบบโครงการพัทยาสาย 2 ตามสัญญาจ้างออกแบบ โดยแบ่งอาคารออกเป็นอาคารเอ และอาคารบี โดยอาคารเอมี 96 ห้อง ทั้งที่สถานที่ก่อสร้างอาคารเออยู่ในตำแหน่งที่กฎหมายห้ามมิให้ก่อสร้างอาคารที่มีจำนวนห้องเกิน 80 ห้อง นั้น แสดงว่าโจทก์ออกแบบอาคารเอโดยไม่คำนึงถึงข้อห้ามตามกฎหมายซึ่งเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันภยันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับสาธารณชน แม้จำเลยจะรู้เห็นยินยอมก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าโจทก์มีส่วนผิดอยู่ด้วย จึงเห็นสมควรไม่กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าบริการวิชาชีพงวดที่ 2 ถึงที่ 4 ในส่วนของการออกแบบอาคารเอ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าบริการวิชาชีพเฉพาะในส่วนของการออกแบบอาคารบีเท่านั้น ซึ่งเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 428,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2551 สำหรับค่าบริการวิชาชีพงวดที่ 1 ซึ่งจำเลยชำระให้โจทก์ไปแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเรียกคืน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหานี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจ้างออกแบบโครงการพหลโยธิน 37 ในทำนองว่า จำเลยนำสืบในเรื่องการผิดสัญญาของโจทก์นอกประเด็นในคำให้การจึงต้องห้ามมิให้รับฟัง แล้วฟังว่าโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเป็นการชอบหรือไม่นั้น จำเลยฎีกาว่า ข้อนำสืบในเรื่องการผิดสัญญาของโจทก์เป็นการนำสืบตามที่จำเลยให้การไว้ในคำให้การและฟ้องแย้งข้อ 1.5 หาใช่เป็นการนำสืบนอกประเด็นตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยได้ให้การไว้ในคำให้การและฟ้องแย้งข้อ 1.5 ตอนหนึ่งว่า โจทก์มีหน้าที่ออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมโครงการพหลโยธิน 37 ให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้จำเลยสามารถนำแบบแปลนไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของจำเลย แต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขในสัญญาเป็นเหตุให้จำเลยก่อสร้างอาคารสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งตามคำให้การและฟ้องแย้งข้อ 1.5 ดังกล่าว พอถือได้ว่าจำเลยได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์ออกแบบสำหรับการก่อสร้างไม่ถูกต้องด้วยแล้ว ข้อนำสืบของจำเลยจึงไม่ใช่การนำสืบนอกประเด็นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น กรณีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามสัญญาจ้างออกแบบโครงการพหลโยธิน 37 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของพยานโจทก์ปากนายสันติว่า แบบสำหรับการก่อสร้างโครงการพหลโยธิน 37 ที่โจทก์ทำขึ้นมีความสูงระหว่างชั้นไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้ในแบบสำหรับการขออนุญาตก่อสร้าง ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อนำไปเป็นแบบในการก่อสร้างจะทำให้อาคารที่ก่อสร้างขึ้นมีความสูง 25 เมตร เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การที่โจทก์ออกแบบสำหรับการก่อสร้างโดยไม่ยึดถือความสูงตามแบบสำหรับการขออนุญาตก่อสร้างทั้งที่การออกแบบสำหรับการก่อสร้างโดยยึดถือตามแบบสำหรับการขออนุญาตก่อสร้างเดิมจะเป็นการง่ายต่อโจทก์มากกว่านั้น น่าเชื่อว่าเป็นการออกแบบไปตามความประสงค์ของฝ่ายจำเลยที่ต้องการให้เพดานห้องสูง มีความปลอดโปร่งอันส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า อย่างไรก็ตามการที่โจทก์ซึ่งมีอาชีพด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมแต่กลับกระทำในสิ่งที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สาธารณชน ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดที่ทำงานโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการออกแบบที่ผิดกฎหมายของตน โจทก์จึงไม่สมควรที่จะได้รับค่าบริการวิชาชีพงวดที่ 2 ส่วนที่เหลือจำนวน 189,582.60 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ในส่วนนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,228,997.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,206,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยโจทก์ไม่ต้องคืนเงินจำนวน 214,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมในชั้นฎีกา นอกจากที่สั่งคืนให้ตกเป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7547/2559 บริษัทหนึ่งแปดดีไซน์ จำกัด โจทก์ บริษัทปริญสิริ จำกัด (มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทหนึ่งแปดดีไซน์ จำกัด · จำเลย - บริษัทปริญสิริ จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ฐานันท์ วรรณโกวิท · สมยศ เข็มทอง · ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นางอัฐมา ยงพาณิชย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2815/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 591/2531ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 763/2484ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4873/2528ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 158/2509ฎีกา 8444/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 533/2521ฎีกา 10842/2558ฎีกา 3827/2542ฎีกา 497/2539ฎีกา 459/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา