⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 88/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 88/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ต้องมาจากข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาโดยชอบ หากศาลหยิบยกข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาวินิจฉัย ถือเป็นการชี้ขาดนอกฟ้องนอกประเด็น * คำสั่งระหว่างพิจารณาที่คู่ความมีโอกาสโต้แย้งแต่ไม่โต้แย้ง ย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้น * ผู้ร้องขัดทรัพย์มีหน้าที่นำสืบว่าตนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ถูกยึด หากไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงนั้นย่อมฟังไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้ศาลยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีไปได้โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างนั้น จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบเมื่อคดีไม่มีประเด็นโต้เถียงกันว่าหนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นหนี้รายเดียวกับในคดีเดิม ย่อมไม่มีข้อเท็จจริงที่จะให้วินิจฉัยว่าเป็นหนี้รายเดียวกันและระยะเวลาบังคับคดีได้สิ้นสุดลงแล้วแม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม หากศาลหยิบยกข้อเท็จจริงในคดีอื่นมาวินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาไป ย่อมเป็นการชี้ขาดตัดสินนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นสั่งวันที่ 14 และนัดฟังคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีวันที่ 18เดือนเดียวกัน คู่ความที่ไม่เห็นด้วยมีโอกาสพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ แต่ไม่โต้แย้งไว้ ย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้น ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ว่าผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกยึดหนึ่งในสาม ผู้ร้องจึงมีหน้าที่นำสืบก่อน เมื่อไม่มีการสืบพยานข้อเท็จจริงย่อมฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ว่าที่ดินโฉนดที่ ๑๙๘๑ พร้อมด้วยเรือนปั้นหยาเลขที่ ๖๒/๑ ซึ่งโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดนั้น ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับจำเลยอยู่หนึ่งในสามและเป็นเจ้าของเรือนทั้งได้ครอบครองตามส่วนกรรมสิทธิ์ ขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว โจทก์ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว และเรือนเป็นส่วนควบกับที่ดิน ผู้ร้องและโจทก์รับข้อเท็จจริงกันบางประการ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดการไต่สวน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองยังหาได้จดทะเบียนการได้มาไม่ และที่ว่าครอบครองตามส่วนที่มีกรรมสิทธิ์ก็ไม่กล่าวว่าครอบครองในส่วนใด จึงฟังไม่ได้ว่ามีการครอบครองเป็นส่วนสัดหากจะฟังว่าผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย ผู้ร้องก็ขอให้ปล่อยที่ดินไม่ได้ส่วนเรือนไม้นั้น ในคดีแดงที่ ๒๔๐๖/๒๔๙๙ ศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็นของผู้ร้องย่อมใช้ยันโจทก์ได้ จึงสั่งยกคำร้องของผู้ร้องเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และให้ปล่อยเรือนไม้พิพาทของผู้ร้องที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้เป็นดอกเบี้ยของหนี้เงินกู้ที่พิพาทกันในคดีแดงที่ ๒๔๐๖/๒๔๙๙ ซึ่งจะต้องบังคับคดีรายนี้เสียภายในกำหนดสิบปี บัดนี้ระยะเวลาที่จะบังคับคดีได้สิ้นสุดลงแล้วโจทก์จึงยึดทรัพย์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาในคดีนี้ไม่ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ พิพากษาแก้ให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินที่โจทก์นำยึดทั้งหมด โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้ศาลยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีได้โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างนั้น จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ แต่คดีนี้ไม่มีประเด็นโต้เถียงกันแต่อย่างใด ว่าหนี้ที่โจทก์ฟ้องนี้เป็นหนี้รายเดียวกับในคดีเดิม จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะให้วินิจฉัยข้อกฎหมาย ซึ่งศาลอุทธรณ์อ้างว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้นได้การที่ศาลอุทธรณ์ยกข้อเท็จจริงในคดีอื่นมาวินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาปล่อยที่ดินพิพาทในคดีนี้ ย่อมเป็นการชี้ขาดตัดสินนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นที่ผู้ร้องอุทธรณ์มาว่าศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานไม่ชอบ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าคดีไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ โดยเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว ศาลฎีกาพิจารณาปัญหาข้อนี้แล้วเห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖เมื่อผู้ร้องเห็นว่าชอบที่จะให้สืบพยานของตนต่อไป ก็ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ คดีปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๑๓ และนัดฟังคำสั่งวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๑๓ โดยที่ผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้และระยะเวลาตั้งแต่วันศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานถึงวันนัดฟังคำสั่งชี้ขาดคดีนี้ ผู้ร้องมีโอกาสที่จะโต้แย้งคำสั่งนี้ได้ แต่หาได้โต้แย้งไว้ไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนี้ คดีนี้ ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ว่า ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๑ซึ่งถูกยึดมาหนึ่งในสาม ผู้ร้องจึงมีหน้าที่นำสืบก่อน เมื่อไม่มีการสืบพยานกันต่อไปข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนี้ดังที่อ้าง พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้บังคับคดีไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 88/2516 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โจทก์ นายวัชระ นิ่มบุญจาช จำเลย นายวิชัย นิ่มบุญจาช ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด · จำเลย - นายวัชระ นิ่มบุญจาช · ผู้ร้อง - นายวิชัย นิ่มบุญจาช
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุธรรม วรรณแสง · พิชัย รชตะนันทน์ · ชลอ จามรมาน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายขจร โจนวิภาต · ศาลอุทธรณ์ - นายเดช วุฒิสิงห์ชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2135/2518ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1196/2513ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 848/2534ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1616/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา