⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2147/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2147/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ได้ทรัพย์สินไปจากการหลอกลวงผู้เสียหาย แม้ทรัพย์สินนั้นจะเป็นวัตถุประสงค์รองจากการหลอกลวง ก็ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และการครอบครองทรัพย์สินที่ได้มาจากการหลอกลวงนั้น ไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

ย่อคำพิพากษา

จำเลยมิได้มีเจตนาจะนำแร่มาขายให้ผู้เสียหาย ได้หลอกลวงผู้เสียหายว่าจะขายแร่พลวงให้ และขอรับราคาค่าแร่ทั้งหมดกับขอรับกระสอบไปใส่แร่ด้วย โดยมีเจตนาทุจริตมาแต่แรกผลจากการหลอกลวงดังกล่าว ทำให้จำเลยได้รับเงินค่าแร่และกระสอบ 30 ใบ ไปจากผู้เสียหายในคราวเดียวกัน ดังนี้แม้เงินค่าแร่จะเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุประสงค์อันสำคัญที่จำเลยมุ่งหมายหลอกลวงไปจากผู้เสียหาย ส่วนกระสอบนั้นจำเลยหลอกลวงให้ผู้เสียหายส่งให้เพื่อให้สมกับอุบายของจำเลยที่อ้างว่ามีแร่ที่จะขายให้เท่านั้นก็ตาม แต่การที่จำเลยได้กระสอบไปด้วยนี้ ก็ได้ไปจากการหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจะใส่แร่พลวงมาส่งให้ โดยจำเลยมิได้ตั้งใจจะนำกระสอบไปใส่แร่พลวงมาส่งให้แก่ผู้เสียหายเลย แสดงว่าจำเลยมีเจตนามาแต่แรกแล้วว่าจะหลอกลวงเอากระสอบ 30 ใบนี้จากผู้เสียหายด้วยเหมือนกัน จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงกระสอบด้วยส่วนการที่ผู้เสียหายเข้าใจว่าให้กระสอบแก่จำเลยไปในลักษณะเป็นการยืมใช้คงรูปนั้นก็เป็นความเข้าใจผิดของผู้เสียหายซึ่งถูกจำเลยหลอกลวงเพียงฝ่ายเดียวจำเลยหาได้ตั้งใจปฏิบัติตามที่ผู้เสียหายหลงเข้าใจอยู่ไม่ และการที่จำเลยได้กระสอบไปจากผู้เสียหายเช่นนี้ เป็นการครอบครองอันได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหาย จึงมิใช่การครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นอันจะเป็นความผิดฐานยักยอก (อ้างฎีกาที่ 345/2516)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกันคือ จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยจะขายแร่พลวงให้ผู้เสียหาย ๓๐ กระสอบ เป็นเงิน ๑๘,๐๐๐ บาท และขอรับเงินไปก่อน โดยจำเลยจะนำเอกสารหลักฐานของบ้านและที่ดินมามอบให้ผู้เสียหายเพื่อประกันการชำระหนี้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อเป็นเหตุให้จำเลยได้นำเงินไปจากผู้เสียหาย ๑๘,๐๐๐ บาท และในวันเดียวกันนั้นผู้เสียหายมอบกระสอบ ๓๐ ใบราคา ๒๔๐ บาท ให้จำเลยนำไปบรรจุแร่พลวงที่จะขายต่อมาจำเลยได้เบียดบังยักยอกกระสอบดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่น ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑, ๓๕๒ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๑๘,๒๔๐ บาทแก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยไม่มีแร่มาขายให้แล้วมาหลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อมอบเงินให้ไปก่อน ไม่พอลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง และฟังว่าจำเลยรับกระสอบไปจากผู้เสียหายแล้วไม่คืนให้ พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานยักยอกให้จำคุกจำเลย ๑ เดือน ปรากฏว่ากระสอบราคาใบละ๗ บาท จึงให้จำเลยคืนหรือใช้ราคากระสอบ ๒๑๐ บาทแก่ผู้เสียหายขอหานอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงด้วย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยมิได้มีเจตนาจะนำแร่มาขายและนำหลักฐานที่ดินบ้านเรือนมาเป็นประกันให้กับผู้เสียหายตามที่ตกลงไว้เลยฉะนั้นจำเลยจะมีแร่ มีที่ดินหรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อสำคัญเพราะจำเลยมีเจตนาทุจริตมาแต่แรกแล้ว การตกลงระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยไม่เป็นการตกลงกันในทางแพ่ง แต่เป็นการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ส่วนการที่ผู้เสียหายมอบกระสอบ ๓๐ ใบให้แก่จำเลยไปนั้น เป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลย ทำให้จำเลยได้ทั้งเงินและกระสอบในคราวเดียวกันจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกอีกกรรมหนึ่งดังฟ้อง พิพากษากลับ(ควรจะเป็นพิพากษาแก้) คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ให้จำคุกจำเลย ๖ เดือนให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๑๘,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย ให้ยกข้อหาฐานยักยอก โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอก และคืนหรือใช้ราคากระสอบ ๒๔๐ บาท แก่ผู้เสียหายด้วย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะนำแร่มาขายให้ผู้เสียหายได้หลอกลวงผู้เสียหายว่าจะขายแร่พลวงให้ และขอรับราคาค่าแร่ทั้งหมดกับขอรับกระสอบไปใส่แร่ด้วย โดยมีเจตนาทุจริตมาแต่แรก ผลจากการหลอกลวงดังกล่าว ทำให้จำเลยได้รับเงินค่าแร่และกระสอบ ๓๐ ใบไปจากผู้เสียหายในคราวเดียวกัน ดังนี้จะเห็นได้ว่าแม้เงิน ๑๘,๐๐๐ บาท จะเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุประสงค์อันสำคัญที่จำเลยมุ่งหมายหลอกลวงไปจากผู้เสียหายส่วนกระสอบนั้นจำเลยหลอกลวงให้ผู้เสียหายส่งให้เพื่อสมกับอุบายของจำเลยที่อ้างว่ามีแร่ที่จะขายให้เท่านั้นก็ตาม แต่การที่จำเลยได้กระสอบไปด้วยนี้ก็ได้ไปจากการหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจะใส่แร่พลวงมาส่งให้ ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดี แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าจำเลยมิได้ตั้งใจจะนำกระสอบไปใส่แร่พลวงมาส่งให้แก่ผู้เสียหายเลยแปลว่าจำเลยมีเจตนามาแต่แรกแล้วว่าจะหลอกลวงเอากระสอบ ๓๐ ใบนี้ไปจากผู้เสียหาย โดยทุจริตเหมือนกัน จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงด้วยข้อที่โจทก์ฎีกาโต้เถียงว่า การที่จำเลยได้กระสอบไปจากผู้เสียหายเป็นการยืมใช้คงรูปนั้น เป็นความเข้าใจผิดของผู้เสียหายซึ่งถูกจำเลยหลอกลวงเพียงฝ่ายเดียวจำเลยหาได้ตั้งใจจะปฏิบัติตามที่ผู้เสียหายหลงเข้าใจอยู่ไม่ยิ่งกว่านั้น การครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นอันจะเป็นความผิดฐานยักยอกนั้น จะต้องไม่ใช่การครอบครองอันได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหายดังข้อเท็จจริงที่ได้ความในคดีนี้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๕/๒๕๑๖ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคากระสอบด้วยนั้น ยังคลาดเคลื่อนอยู่ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคากระสอบ ๒๑๐ บาทแก่ผู้เสียหายด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2147/2517 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก โจทก์ นายบุญช่วย ริยะปาน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก · จำเลย - นายบุญช่วย ริยะปาน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ผสม จิตรชุ่ม · สุเมธ ทิพยมนตรี · จันทร์ ระรวยทรง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสวรรคโลก - นายชวลิต นราลัย · ศาลอุทธรณ์ - นายจังหวัด แสงแข
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6196/2534ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 4225/2559ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 16889/2555ฎีกา 6863/2543ฎีกา 2664/2520ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา