คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2517
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. สัญญาซื้อขายสินบริคณห์ที่สามีลงชื่อเป็นผู้ขายแต่เพียงผู้เดียว ถือเป็นการขายทั้งแปลง และสามีมีอำนาจจำหน่ายทรัพย์สินบริคณห์ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากภรรยา
2. สัญญาซื้อขายที่ดินมือเปล่าที่ทำกันเอง เป็นเพียงหลักฐานการสละการครอบครอง ไม่ใช่เอกสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร
ย่อคำพิพากษา
สัญญาซื้อขายที่ดินมือเปล่าอันเป็นสินบริคณห์ ซึ่งสามีลงชื่อเป็นผู้ขายแต่เพียงผู้เดียวนั้น หาใช่เป็นการขายเฉพาะส่วนของสามีไม่ แต่เป็นการขายทั้งแปลง เพราะสามีย่อมมีอำนาจจำหน่ายทรัพย์สินบริคณห์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1473 โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบว่าภรรยาได้รู้เห็นยินยอมด้วย
สัญญาซื้อขายที่ดินมือเปล่าซึ่งทำกันเอง เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงว่าผู้ขายได้สละการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้ผู้ซื้อแล้วเท่านั้นเอกสารเช่นนี้ประมวลรัษฎากรหาได้กำหนดไว้ให้ปิดอากรแสตมป์แต่อย่างใดไม่ จึงรับฟังได้แม้มิได้ปิดอากรแสตมป์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้ามาแผ้วถางตัดฟันและเผาอาสินในที่ดินของโจทก์ที่ซื้อมาจากนายเหล็บ นพกะ แล้วจำเลยเข้าครอบครองที่ดินของโจทก์ดังกล่าว จึงขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นของจำเลยโดยได้รับมรดกจากบิดามารดาและปกครองทำประโยชน์ติดต่อกันมา ๒๐ ปีแล้วคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะเป็นที่ดินมือเปล่าขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน จำเลยที่ ๑ขายที่พิพาทให้แก่นายหมัด แล้วนายเหล็บบิดานายหมัดนำมาขายต่อให้โจทก์ แต่จำเลยที่ ๒ มิได้ลงชื่อเป็นผู้ขายในสัญญาซื้อขายด้วยต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ ขายที่พิพาทเฉพาะส่วนของตนเป็นจำนวนประมาณ๔ ไร่ พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาทในจำนวนเนื้อที่ ๔ ไร่ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องในส่วนที่ดินที่ศาลพิพากษาให้เป็นของโจทก์ค่าเสียหายให้ยก
โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ครอบครองที่พิพาททั้งแปลงเนื้อที่ ๑๐ ไร่จำเลยบุกรุกตัดฟันและเผาอาสินของโจทก์เสียหาย ขอให้บังคับเต็มตามฟ้อง
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาททั้งแปลง
ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยที่ ๑ ขายที่พิพาทให้แก่นายหมัดและมอบการครอบครองไปแล้ว เป็นการขายทั้งแปลงเนื้อที่ ๑๐ ไร่ ไม่ใช่ขายเฉพาะส่วนเพราะจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นสามีมีอำนาจจัดการจำหน่ายสินบริคณห์ได้โดยสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๗๓ และที่พิพาทได้มีการขายโอนการครอบครองต่อมาถึงโจทก์จำเลยได้ตัดฟันผลอาสินของโจทก์เสียหายตามฟ้อง พิพากษาแก้ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า จำเลยที่ ๑ ได้ขายให้แก่นายหมัด และมอบการครอบครองให้นายหมัดแล้ว นายหมัดยกให้นายเหล็บผู้เป็นบิดา นายเหล็บนำมาขายต่อและสละการครอบครองให้โจทก์การที่สัญญาซื้อขายมีจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นสามีลงชื่อเป็นผู้ขายแต่เพียงผู้เดียวนั้นหาใช่เป็นการขายเฉพาะส่วนของสามีไม่ หากเป็นการขายทั้งแปลง เพราะจำเลยที่ ๑ สามีย่อมมีอำนาจจำหน่ายสินบริคณห์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๓ โจทก์หาจำต้องนำสืบว่าจำเลยที่ ๒รู้เห็นยินยอมด้วยไม่
ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาซื้อขายไม่ได้ปิดแสตมป์ให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรรับฟังไม่ได้นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงว่าจำเลยได้สละการครอบครองที่พิพาทให้ผู้ซื้อแล้วเท่านั้น เอกสารเช่นนี้ประมวลรัษฎากรหาได้กำหนดไว้ให้ปิดอากรแสตมป์แต่อย่างใดไม่จึงรับฟังได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2517
นายเยี่ยมยง สุรกิจบรรหาร โจทก์
นายอาหมาด ไมยะเด็น ที่ 1 นางไมด๊ะ ไมยะเด็น ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเยี่ยมยง สุรกิจบรรหาร · จำเลย - นายอาหมาด ไมยะเด็น ที่ 1 นางไมด๊ะ ไมยะเด็น ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | กฤษณ์ โสภิตกุล · ยงยุทธ เลอลภ · อุดม จาละ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสงขลา - นายวิเชียร มณีกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา