⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1124/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1124/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีและยังไม่ได้เสียค่าธรรมเนียมอุทธรณ์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ถือว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยชอบด้วยกฎหมายจนถึงวันที่คดีถึงที่สุด.

ย่อคำพิพากษา

บิดาจำเลยที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 1 ฟ้องขับไล่โจทก์ในคดีนี้ออกจากที่ดินศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่โจทก์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2514โจทก์ร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องและสั่งว่า ถ้าโจทก์ประสงค์จะอุทธรณ์ ให้นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายใน 20 วันนับแต่วันอ่านคำสั่งคือวันที่ 31 มีนาคม 2515 โจทก์ไม่นำค่าธรรมเนียมมาวาง คดีแพ่งจึงถึงที่สุดในวันที่ 20 เมษายน 2515 ตามมาตรา 147 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหาใช่ถึงที่สุดในวันที่ 13 ตุลาคม 2514 ไม่ แม้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้โจทก์ออกจากที่พิพาทภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในคำบังคับคือภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2514 ก็ตามแต่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับด้วยและศาลอุทธรณ์ยังสั่งคำร้องไม่ได้ เพราะโจทก์ยังไม่เสียค่าธรรมเนียมอุทธรณ์จนกระทั่งคดีถึงที่สุด จึงต้องถือว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่จนถึงวันที่ 20 เมษายน 2514 ซึ่งเป็นวันที่คดีถึงที่สุดเป็นการครอบครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 หาใช่เป็นการครอบครองโดยละเมิดไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้กระทำการอันเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขของโจทก์ภายในวันที่ 20 เมษายน 2515 อันเป็นวันสุดท้ายที่ถือว่าโจทก์ครอบครองห้องพิพาทซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของบิดาจำเลยโดยชอบ คดีโจทก์จึงมีมูลในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำเลยที่ 3 กล่าวแก่บุตรของบริวารโจทก์ว่า ออกไปเสียเถอะหนู อยู่ไปจะลำบากดังนี้ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 เข้าไปกระทำการอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.147 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.156 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.231 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.364 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันเข้าไปขู่เข็ญขับไล่บริวารโจทก์ให้ออกไปจากห้องแถวของโจทก์ ตีไม้ขวางบานประตูทางเข้าออก และใส่กุญแจปิดประตูทางเข้าออก เป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362 และ 364 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิด ส่วนจำเลยที่ 3 เพียงแต่พูดให้บริวารโจทก์ออกจากห้องเช่าเท่านั้นไม่เป็นความผิด และการกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลได้พิพากษาขับไล่โจทก์ออกจากห้องพิพาท คดีถึงที่สุดวันที่ 13 ตุลาคม 2514 การครอบครองของโจทก์หลังจากนั้นเป็นการครอบครองโดยปราศจากสิทธิ จึงเป็นการครอบครองโดยละเมิด จำเลยไม่มีความผิดฐานบุกรุก พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีโจทก์มีมูลเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2514 ศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดีแพ่งซึ่งนายยิ้มบิดาจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ ให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินของนายยิ้ม โจทก์ได้อุทธรณ์อย่างคนอนาถาพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา และสั่งว่าถ้าโจทก์ประสงค์จะอุทธรณ์ก็ให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายใน 20 วัน นับแต่วันอ่านคำสั่ง คือวันที่ 31 มีนาคม 2515 ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้นำค่าธรรมเนียมมาวางศาล คดีแพ่งจึงถึงที่สุดในวันที่ 20 เมษายน 2515 ตามมาตรา 147 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อนึ่ง แม้ว่าศาลชั้นต้นจะได้ออกคำบังคับให้โจทก์ออกจากที่พิพาทภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในคำบังคับคือภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2514 ก็ตามแต่โจทก์ก็ยังได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์อยู่และศาลอุทธรณ์ก็ยังสั่งคำร้องเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะโจทก์ยังไม่อุทธรณ์จนกระทั่งคดีถึงที่สุด จึงยังต้องถือว่าโจทก์ยังมีสิทธิครอบครองที่พิพาทอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายหลังจากที่ศาลได้พิพากษาขับไล่โจทก์ออกจากที่พิพาทจนกระทั่งถึงวันที่ 20 เมษายน 2515การครอบครองที่พิพาทของโจทก์ดังกล่าวเป็นการครอบครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคดีแพ่งถึงที่สุดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2514 และการครอบครองของโจทก์หลังจากวันนั้นเป็นการครอบครองโดยละเมิดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ได้ร่วมกระทำการอันโจทก์อ้างว่าเป็นความผิด แม้จะมีการอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า การครอบครองห้องพิพาทของโจทก์เป็นการละเมิด จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุกและเมื่อศาลไม่รับฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องถือว่าสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 นั้น ข้อเท็จจริงยุติแล้วตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นกล่าวคือจำเลยทั้งสองมิได้กระทำการอันเป็นความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น ได้กล่าวแก่บุตรของบริวารโจทก์ว่า ออกไปเสียเถอะ หนูอยู่ไปจะลำบาก ดังนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 เข้าไปกระทำการอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 คดีจึงไม่มีมูลสำหรับจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องพอฟังได้ในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำการอันเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขของโจทก์ภายในวันที่ 20 เมษายน 2515 ดังที่โจทก์กล่าวหา คดีของโจทก์มีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 และเฉพาะในความผิดตามมาตรา 362 ประมวลกฎหมายอาญา พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า คดีของโจทก์มีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป นอกจากที่แก้นี้ให้เป็นไปตาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1124/2518 นายสอาด ปุยะวัฒนา โจทก์ นายนิ่ม อินทร์ยงค์ ที่ 1 กับพวก รวม 4 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสอาด ปุยะวัฒนา · จำเลย - นายนิ่ม อินทร์ยงค์ ที่ 1 กับพวก รวม 4 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธานินทร์ กรัยวิเชียร · สอน ไชยสุต · ศิริ อติโพธิ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9026/2553ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1022/2551ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 793/2507ฎีกา 3589/2525ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 2718/2538ฎีกา 18654/2555ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา