คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1704/2518
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำต่อผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ถูกประทุษร้ายโดยตรง แต่เข้ามาพัวพันในที่เกิดเหตุเสมือนเป็นกำลังสนับสนุนฝ่ายผู้ถูกประทุษร้าย ก็อาจถือว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะได้เช่นกัน
ย่อคำพิพากษา
แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้ร่วมกับพี่สาวด่าว่าและแสดงกิริยาหยาบคายต่อจำเลย แต่ผู้เสียหายก็มาพัวพันอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุเสมือนเป็นกำลังสนับสนุนในฐานะเป็นพวกของฝ่ายพี่สาวเพื่อให้ฮึกเหิมยิ่งขึ้น ดังนั้น เมื่อจำเลยบันดาลโทสะคว้ามีดไล่ฟันพี่สาวผู้เสียหายและฟันผู้เสียหาย จึงถือได้ว่าจำเลยกระทำต่อผู้เสียหายโดยบันดาลโทสะด้วย
เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนกันมาให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยซึ่งแต่ละกระทงความผิดจำคุกไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้มีดฟันทำร้ายนางสมคิด สุขศรี และนางประคอง สุขศรี ถึงแก่ความตายโดยเจตนาฆ่าและฟันทำร้ายนางสมควร เสือเณร โดยเจตนาฆ่า แต่ไม่ถูกอวัยวะสำคัญ นางสมควรจึงไม่ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘,๒๘๗,๘๐,๙๑ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๒ และริบมีดของกลาง
จำเลยให้การว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง แต่กระทำโดยเหตุบันดาลโทสะ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘,๒๘๘,๘๐ ประกอบด้วยมาตรา ๗๒,๙๑ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๒ ความผิดตามมาตรา ๒๘๘,๗๒ ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ ๖ ปี รวม ๒ กระทง เป็นโทษจำคุก ๑๒ ปี ความผิดตามมาตรา ๒๘๘,๘๐,๗๒ ลงโทษจำคุก ๔ ปี รวม ๓ กระทงเป็นโทษจำคุก ๑๖ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา ๗๘ คงให้จำคุกจำเลย ๘ ปี มีดของกลางให้ริบ
โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นบันดาลโทสะ
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นบันดาลโทสะเพราะจำเลยได้ร่วมทะเลาะวิวาทด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้ร่วมทะเลาะวิวาทด้วย และคดีนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนกันมาให้เรียงกระทงลงโทษซึ่งแต่ละกระทงความผิดจำคุกไม่เกิน ๕ ปี ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘
ปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงยุติเพียงว่าผู้ตายทั้งสองด่าว่าและแสดงกิริยาหยาบคายต่อจำเลยเท่านั้น ไม่ปรากฏว่านางสมควร เสือเณร ผู้เสียหายด่าว่าจำเลยด้วย แต่กลับถูกจำเลยไล่ฟันได้รับบาดเจ็บ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นบันดาลโทสะนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้ร่วมด่าว่าจำเลย แต่ผู้เสียหายก็มาพัวฟันอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ เสมือนเป็นกำลังสนับสนุนในฐานะเป็นพวกของฝ่ายผู้ตายซึ่งเป็นพี่สาวเพื่อให้ฮีกเหิมยิ่งขึ้น ถือได้ว่าจำเลยกระทำต่อผู้เสียหายโดยบันดาลโทสะด้วย
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1704/2518
พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร โจทก์
นายสุรินทร์ อินทร์เรือง ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร · ล. - นายสุรินทร์ อินทร์เรือง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | แผ้ว ศิวะบวร · สัญชัย สัจจวานิช · สนิท บริรักษ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพิจิตร - นายปราโมทย์ มาลาวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายประสาท บุณยรังษี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา