⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1931/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1931/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ขับรถยนต์และผลักโจทก์ตกจากรถจนได้รับบาดเจ็บ เป็นการกระทำส่วนตัวและเป็นการทำร้ายร่างกายโดยเฉพาะ ไม่ถือเป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมด้วย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นบุรุษไปรษณีย์ ได้ขับรถยนต์ของกรมไปรษณีย์ฯ จำเลยที่ 2 ไปเก็บไปรษณียภัณฑ์ตามตู้ไปรษณีย์ตามหน้าที่ และจอดรถไว้ที่ขอบถนน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานควบคุมการจราจรบอกให้จำเลยที่ 1 ไปจอดรถบนไหล่ถนน เพราะการจราจรคับคั่ง จำเลยที่ 1 ด่าโจทก์แล้วกลับไปขึ้นรถ โจทก์ตามไปยืนเอามือเท้าขอบประตูรถตรงที่นั่งคนขับและชะโงกศีรษะเข้าไปในรถแจ้งข้อหาว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 1 ขับรถออกไปโดยเร็วและผลักโจทก์ตกจากรถ ทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บ การที่จำเลยที่ 1ขัดขวางการจับกุมโดยขับรถเคลื่อนออกไปและผลักโจทก์ตกจากรถขนได้รับบาดเจ็บนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และเป็นการทำร้ายร่างกายกันโดยเฉพาะมิได้เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และไม่ได้เป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.76 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ รับราชการเป็นบุรุษไปรษณีย์ มีหน้าที่ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ ไปเก็บไปรษณียภัณฑ์ตามตู้ไปรษณีย์ จำเลยที่ ๑ ได้ขับรถไปหยุดริมถนนเพื่อลงไปไขตู้ไปรษณีย์ ขณะนั้นเป็นเวลาที่การจราจรคับคั่ง การหยุดรถของจำเลยที่ ๑ ทำให้การจราจรติดขัด โจทก์ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสารวัตรปกครองป้องกัน มีหน้าที่ดูแลการจราจรในเขตท้องที่ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑ เคลื่อนรถไปจอดบนไหล่ถนน จำเลยที่ ๑ ได้กล่าวคำหยาบหมิ่นประมาทโจทก์และผละจากตู้ไปรษณีย์เพื่อจะขับรถหนี โจทก์ได้ตามไปประชิดรถแล้วแจ้งข้อหา จำเลยที่ ๑ ได้เคลื่อนรถออกไปโดยเร็ว รถจึงลากโจทก์ไปด้วย และจำเลยที่ ๑ ผลักโจทก์โดยแรง โจทก์ล้มฟาดถนนได้รับอันตรายสาหัส ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลและเสียหายแก่กายรวมเป็นเงิน ๓๑,๐๐๐ บาท ขอให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำละเมิดและโจทก์ไม่ได้เสียหายมากดังฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องร่วมรับผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ โจทก์ฎีกา ในปัญหาที่ว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดในการละเมิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ หรือไม่นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นข้าราชการอยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ และในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ ได้ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ ไปเก็บไปรษณีย์ตามตู้ไปรษณีย์ อันเป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ ๑ ด่าหมิ่นประมาทโจทก์ เมื่อโจทก์จะเข้าทำการจับกุมในข้อหาหมิ่นประมาทจำเลยที่ ๑ ได้ขัดขวางไม่ให้โจทก์ทำการจับกุม โดยขับรถเคลื่อนออกไปผลักโจทก์ตกจากรถได้รับบาดเจ็บนั้น เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ ๑ และเป็นการทำร้ายร่างกายกันโดยเฉพาะมิได้เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ และไม่ได้เป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ พิพากษายืน (สุธี ชอบธรรม วิกรม เมาลานนท์ ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1931/2518 พันตำรวจโทไพบูลย์ สัมมาทัต โจทก์ นายบุญธรรม น้ำหอมจันทร์ ที่ 1 กับพวกรวม 2คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พันตำรวจโทไพบูลย์ สัมมาทัต · จำเลย - นายบุญธรรม น้ำหอมจันทร์ ที่ 1 กับพวกรวม 2คน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายวชิระ รัตนสิงห์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1951/2519ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา