⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2121/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2121/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ผู้ทรงเช็คมีสิทธิลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คที่ไม่มีการลงวันที่ได้ และนับอายุความจากวันที่ลงนั้น * เช็คที่สั่งจ่ายให้แก่ผู้ซื้อสามารถโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ และผู้รับโอนย่อมเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย * การนำสืบเพื่อแสดงว่าตนเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ไม่ต้องห้ามแม้จะไม่ได้ถามค้านพยานฝ่ายตรงข้ามไว้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทแลกเงินสดจาก จ. และยอมเสียดอกเบี้ยให้ จ. โดยไม่มีกำหนดเวลาชำระตนเงินคืน เมื่อจำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยตามสัญญา แม้เช็คพิพาทจะมิได้ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ ผู้ทรงก็มีสิทธิลงวันที่สั่งจ่ายให้ เมื่อนับจากวันที่ลงนั้นจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องยังไม่พ้น 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขนาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 เช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ซื้อ ผู้ทรงคนเดิมมีสิทธิโอนต่อให้บุคคลได้ เมื่อมีผู้เอาเช็คพิพาทมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงตามมาตรา 904 โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงจึงมีประเด็นว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คหรือไม่ แม้โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบภายหลังมิได้ถามค้านพยานจำเลยไว้ โจทก์ก็มีสิทธินำสืบได้ว่าโจทก์ได้รับโอนเช็คมาจาก ข. เพราะเป็นการนำสืบตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องและจำเลยต่อสู้ไว้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.83 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.89 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.904 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.910 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.918 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.989 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1002

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด รวม ๔ ฉบับลงวันที่สั่งจ่าย ๔ พฤษภาคม ๒๕๑๔ สั่งจ่ายเงินฉบับละ ๒๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ ๒ เป็นผู้สลักหลังเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ ครั้นเช็คถึงกำหนด โจทก์ได้นำเช็คไปให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เรียกเก็บเงินจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๑๔ แต่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ปฏิเสธจ่ายเงิน อ้างว่าบัญชีปิดแล้ว ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดใช้ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อไปนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๔,๐๔๘ บาท โจทก์ได้ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระ ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน ๘๔,๐๔๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๘๐.๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การและแก้ไขเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๐๖ ได้กู้เงินนายจี้ตง แซ่ซื้อ และได้มอบเช็คพิพาทให้ไว้เป็นประกันเงินกู้ โดยไม่ได้ลงวันที่ไว้ ต่อมานายจี้ตง แซ่ซื้อ ได้ร่วมกันกับโจทก์มีเจตนาทุจริตโอนเช็คพิพาทให้กับโจทก์เพื่อให้โจทก์ดำเนินการฟ้องจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีข้อตกลงกันว่าจะชำระเงินคืนภายในกำหนด ๔ เดือนนับแต่วันออกเช็ค โจทก์กับนายจี้ตง แซ่ซื้อ ได้สมคบกันเอาตรายางประทับเป็นวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๑๔ ซึ่งมิใช่วันสั่งจ่ายอันแท้จริงขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การและแก้ไขเพิ่มเติมว่า ได้สลักหลังเช็คพิพาทจริง แต่ไม่ใช่เพื่อเป็นการค้ำประกันเช็ค เป็นแต่เพียงรับรองลายมือชื่อของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น โจทก์ได้ผ่านระยะเวลาการชำระหนี้ให้จำเลยที่ ๑ โดยไม่ได้รับความยินยอม ทำให้จำเลยที่ ๒ หลุดพ้นความรับผิด โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงและเช็คขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน ๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๑๔ จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ ผู้สั้งจ่ายนำเช็คพิพาทซึ่งไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายไปและเงินสดจากนายจี้ตงและยอมเสียดอกเบี้ยให้โดยไม่มีกำหนดเวลาชำระต้นเงินคืน และจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระดอกเบี้ยตามสัญญา วินิจฉัยว่า แม้เช็คพิพาทจะไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่าย ผู้ทรงเช็คก็มีสิทธิลงวันที่สั่งจ่ายได้ ปรากฏว่าเช็คพิพาทสั่งจ่ายวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๑๔ ครบกำหนดแล้วนำไปขึ้นเงินไม่ได้โดยธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๑๔ โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๑๕ ซึ่งนับแต่วันเช็คครบกำหนดถึงวันที่โจทก์ฟ้องยังไม่พ้นเวลา ๑ ปีตามประประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๐๐๒ ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์นำเช็คสองฉบับเข้าบัญชีวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๑๔ ก่อนเช็คครบกำหนดถึง ๑ เดือน เป็นการแสดงว่าโจทก์สุจริตนั้น ข้อนี้เห็นว่า จำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น เพิ่งมายกในชั้นฎีกานี้ จึงไม่วินิจฉัยให้ ปัญหาต่อไปที่ว่า โจทก์นำสืบภายหลังโดยได้ถามค้านพยานจำเลยไว้ ศาลรับฟังพยานโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท จำเลยฟ้องให้การว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็ค จึงมีประเด็นว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คหรือไม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะเป็นฝ่ายสืบภายหลัง โจทก์ก็มีสิทธินำสืบได้ว่าโจทก์ได้รับโอนเช็คมาจากนายชนะ สมิทธินันต์ เพราะเป็นการนำสืบตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องและจำเลยต่อสู้ไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายให้ กรณีไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๘๙ สำหรับปัญหาว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบหรือไม่นั้น เมื่อปรากฏว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คเงินสดและจ่ายให้แก่ผู้ถือ ผู้ทรงคนเดิมมีสิทธิโอนต่อให้บุคคลอื่นได้ เมื่อโจทก์สืบได้ว่ามีผู้เอาเช็คพิพาทมาแลกเงินสดจากโจทก์ จำเลยมิได้นำสืบหักล้าง จึงต้องฟังว่าโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๔ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (สนิท บริรักษ์ สัญชัย สัจจวานิช แผ้ว ศิวะบวร) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2121/2518 ร้อยตำรวจตรีธวัช สุขสุคนธ์ โจทก์ นายง่วนเชียง แซ่ลิ้ม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ร้อยตำรวจตรีธวัช สุขสุคนธ์ · จำเลย - นายง่วนเชียง แซ่ลิ้ม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายพินิจ สังขนันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมาน เจนนภา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 610/2520ฎีกา 5603/2542ฎีกา 1195/2535ฎีกา 425/2520ฎีกา 698/2537ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4991/2552ฎีกา 2752/2537ฎีกา 7168/2542ฎีกา 789/2544ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 18343/2556ฎีกา 4473/2541ฎีกา 1765/2492ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 5712/2541ฎีกา 104/2518ฎีกา 70/2518ฎีกา 3329/2550ฎีกา 270/2496ฎีกา 4282/2536ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา