คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/2518
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีที่ฟ้องขอให้ชำระหนี้จำนอง มีผลทำให้หนี้เดิมระงับและเกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยรวมทั้งทรัพย์ที่จำนองได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระหนี้จำนองแล้วโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมชำระหนี้จำนองศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้วดังนี้ถือว่าเป็นเพียงฟ้องในมูลหนี้สามัญและมี ผลทำให้หนี้เดิมระงับ เกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ย่อม บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลย รวมทั้งทรัพย์ที่จำนองได้ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1683/2498, 127/2506 และ 989/2506)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระหนี้จำนองแล้วโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาลโดยจำเลย ยอมชำระหนี้จำนองให้โจทก์ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้วต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโจทก์จึงนำยึดที่ดินโฉนด เลขที่ ๑๕๕๘ ตำบลคลองราชเทวะ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ เฉพาะส่วนของจำเลยเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๒ งาน ๘๔ วา เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดทรัพย์แล้วปรากฏว่าที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยมีเนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๘๔ วา
จำเลยร้องว่าโจทก์ฟ้องบังคับจำนองจากจำเลยในเนื้อที่ดินเพียง ๑๕ ไร่ ๑ งาน ๖๘ วา (ที่ถูกเป็น ๑๕ ไร่ ๒ งาน ๘๔ วา) และไม่รวมสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ในที่ดินที่โจทก์รับจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยมีเนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๘๔ วา จำเลยคงเหลือที่ดินส่วนของจำเลยเนื้อที่ ๒ ไร่ ๓ งาน ๑๖ วา กับอาคารบ้านเลขที่ ๙ หมู่ที่ ๒ ตำบลราชเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องบังคับจำนองเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๕๘ เฉพาะส่วนของจำเลยเนื้อที่ ๑ ๘ไร่ ๘๔ วา เป็นการบังคับคดีเกินคำของของโจทก์ขอให้กันที่ดินส่วนที่เกินกับอาคารของจำเลยออกจากการบังคับจำนองของโจทก์ให้แก่จำเลย
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยในโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยทั้งหมดต้องผูกพันตาม สัญญาตามโฉนดยังไม่ได้แบ่งแยกไม่อาจทราบได้ว่าส่วนของจำเลยอยู่ที่ใดการที่จะกันส่วนไม่อาจทำได้ให้ยกคำร้องของจำเลย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระหนี้จำนองมิใช่ฟ้องบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ มาตรา ๗๒๙ กรณีไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา ๗๓๓ และการที่โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมชำระหนี้จำนองให้โจทก์ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วนั้นถือว่าเป็นเพียงฟ้องในมูลหนี้สามัญและมีผลทำให้หนี้เดิมระงับเกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ย่อมบังคับคดีจากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยรวมทั้งทรัพย์จำนองได้ ดังนั้นโจทก์มีสิทธินำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๕๘ ตำบลคลองราชาเทวะ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ เฉพาะส่วนของจำเลยเนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๘๔ ตารางวา เพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/2518
นางจิ๊ พุฒชื่นบาน โจทก์
นางทอง น้อยวานิช โดยนายเมี้ยน น้อยวานิช ผู้รับมอบอำนาจ ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางจิ๊ พุฒชื่นบาน · ล. - นางทอง น้อยวานิช โดยนายเมี้ยน น้อยวานิช ผู้รับมอบอำนาจ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมชัย ทรัพยวณิช · สนับ คัมภีรยส · รื่น วิไลชนม์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสมุทรปราการ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิศิษฎ์ เทศะบำรุง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา