⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2366-2367/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2366-2367/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีซ้ำหรือฟ้องซ้อนที่ต้องห้ามตามกฎหมาย คือ การฟ้องคดีที่มีประเด็นพิพาทเดียวกันกับคดีที่ได้ยื่นฟ้องหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว.

ย่อคำพิพากษา

คดีแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายไม้ให้โจทก์แล้วจำเลยผิดสัญญาขอให้จำเลยชำระค่าปรับตามสัญญาเป็นค่าเสียหายให้โจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยอีกว่าผิดสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว ขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำให้โจทก์ ทั้งสองคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่ามิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนี้ ฟ้องของโจกท์ในคดีแรกที่เรียกเบี้ยปรับและในคดีหลังที่เรียกเงินมัดจำนั้นมีประเด็นพิพาทอย่างเดียวกัน คือจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ มูลเหตุที่จะฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นกรณีที่จำเลยผิดสัญญาครั้งเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจฟ้องรวมกันมาได้ในคดีแรก ฉะนั้น การฟ้องเรียกเงินมัดจำในคดีหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน คดีแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายไม้ยางท่อนให้โจกท์ โจทก์วางมัดจำสัญญาจะซื้อจะขายให้จำเลยเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท และมีข้อตกลงว่าหากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญา ผู้ผิดสัญญายอมให้อีกฝ่ายหนึ่งปรับเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยบิดพลิ้วไม่ส่งไม้ให้โจทก์ตามสัญญา จึงขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับเป็นค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การว่า เมื่อทำสัญญากันแล้ว จำเลยก็ได้จัดเตรียมไม้ให้โจทก์มาตรวจรับมอบตามสัญญา โจทก์ที่ ๒ ไปตรวจสอบและรับรองว่าถูกต้อง ทั้งได้ชำระเงินค่าไม้บางส่วนเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวมกับเงินมัดจำที่จ่ายในวันทำสัญญาจึงเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พอดีราคาไม้ตกลงมา โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยงดส่งไม้ไว้ก่อน ต่อมาโจทก์ที่ ๒ ขอเลิกสัญญาและยอมให้จำเลยปรับ จำเลยยอมลดค่าปรับให้ คงปรับเพียง ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยได้คืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทให้โจกท์แล้ว จำเลยมิใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาทำขึ้นระหว่าง โจทก์ที่ ๑ กับจำเลย โดยมิได้ประทับตราบริษัทโจทก์ที่ ๑ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้อง คดีหลังโจทก์ฟ้องมีใจความตอนต้นทำนองเดียวกับคดีแรกและกล่าวต่อไปว่า จำเลยขอเงินโจทก์ล่วงหน้า ๑๐๐,๐๐๐ บาท อ้างว่าจะนำไปชำระค่าภาคหลวงและจะขนไม้ไปส่งให้โจกท์ แต่จำเลยก็ส่งไม้ให้ไม่ได้ จำเลยจึงขอคืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์ และรับจะส่งไม้ให้โจทก์ในภายหลัง แต่จำเลยก็ไม่จัดการอย่างไรจึงขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำ ๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การทำนองเดียวกับคดีแรกและให้การตัดฟ้องอีกว่า สัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีหลังเป็นอย่างเดียวกับสัญญาที่โจทก์ฟ้องในคดีแรก มูลคดีเป็นมูลหนี้เดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เฉพาะโจทก์ที่ ๑ มีอำนาจฟ้อง ส่วนโจทก์ที่ ๒ ไม่มี สัญญาซื้อขายตามฟ้องสมบูรณ์มีผลบังคับตามกฎหมาย เงินค่าปรับกับเงินมัดจำเป็นคนละเรื่อง โจทก์จึงแยกฟ้องได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนเงินมัดจะและเสียเงินค่าปรับ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าปรับจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และเงินมัดจำ ๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ ฟ้องของโจทก์ที่ ๒ และคำขอของโจทก์ที่ ๑ ให้ยก จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ ๑ มีอำนาจฟ้อง และฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่เห็นว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาสูงเกินส่วน จึงกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เพียง ๘๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าคดีหลังที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนจากจำเลยเป็นฟ้องซ้ำหรือเป็นการดำเนินการบวนพิจารณาซ้อนนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีแรกที่เรียกที่เรียกเบี้ยปรับและในคดีหลังที่เรียกเงินมัดจำนั้นมีประเด็นพิพาทอย่างเดียวกัน คือจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ มูลเหตุที่จะฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นกรณีที่จำเลยผิดสัญญาครั้งเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจฟ้องรวมกันมาได้ในคดีแรก ฉะนั้น การฟ้องเรียกเงินมัดจำในคดีหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓(๑) ฎีกาจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระเบี้ยปรับในคดีแรกเป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ที่ ๑ ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีหลังเสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สอน ไชยสุต ธานินทร์ กรัยวิเชียร ศิริ อติโพธิ) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2366 - 2367/2518 บริษัทโรงเลื่อยจักรเพ็ชร จำกัด โดยนายทองอุ่น อุดรวิเชียน ผู้จัดการที่ 1 กับ พวกรวม 2 คน โจทก์ นายเปร๊าะ อื้งเจริญ จำเลย กับสำนวนอื่นอีกรวม 2 สำนวน

รายละเอียดคดี

คู่ความกับ - บริษัทโรงเลื่อยจักรเพ็ชร จำกัด โดยนายทองอุ่น อุดรวิเชียน ผู้จัดการที่ 1 · โจทก์ - พวกรวม 2 คน · จำเลย - นายเปร๊าะ อื้งเจริญ · สำนวน - กับสำนวนอื่นอีกรวม 2
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายประดิษฐ์ เอกมณี · ศาลอุทธรณ์ - นายจินดา บุญศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5882/2541ฎีกา 2821/2523ฎีกา 2069/2552ฎีกา 256/2507ฎีกา 4141-4142/2565ฎีกา 1206/2533ฎีกา 1397/2494ฎีกา 2204/2535ฎีกา 2410/2523ฎีกา 2622/2516ฎีกา 369/2522ฎีกา 5822/2550ฎีกา 2898/2530ฎีกา 7280/2549ฎีกา 10554/2557ฎีกา 1330/2533ฎีกา 1984/2536ฎีกา 2701/2550ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 702/2524ฎีกา 3522/2529ฎีกา 985/2513ฎีกา 9704/2558ฎีกา 5383/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา