⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7635/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7635/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกัน ถือเป็นความผิดกรรมเดียว แม้จะมีการกระทำหลายครั้งหรือหลายบทกฎหมายก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

หลักที่จะใช้พิจารณาว่าความผิดทั้งสองคดีเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม คือ การกระทำของจำเลยในทั้งสองคดีดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันหรือไม่ ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี ๆ ไป การที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงสั่งซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมในคดีนี้เป็นการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น โดยการหลอกลวงให้โจทก์ร่วมไว้วางใจเพื่อจะได้ฉ้อโกงสินค้าเป็นจำนวนมากด้วยการอาศัยวิธีการออกเช็คชำระค่าสินค้าแทนเงินสดโดยเจตนาที่จะไม่ใช้เงินตามเช็ค พฤติการณ์การกระทำดังกล่าวจึงเป็นเพียงอุบายของจำเลยกับพวกเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและส่งมอบสินค้าผ้าในคดีนี้ให้จำเลยกับพวก การออกเช็คชำระหนี้คราวแรกจึงเป็นการกระทำอันเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้การที่จำเลยออกเช็คจำนวน 11 ฉบับ ให้แก่โจทก์ร่วมจะกระทำขึ้นภายหลังจากจำเลยกับพวกได้รับสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมและออกเช็คคราวแรกให้โจทก์ร่วมแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการออกเช็คแทนเช็คฉบับเดิมที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องและแทนที่การออกเช็คที่เป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงตลิ่งชันในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแขวงตลิ่งชัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาอ้างว่า ภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีนี้จำเลยได้อ้างคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อศาลแขวงตลิ่งชัน ทำให้ศาลแขวงตลิ่งชันพิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เพราะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 มาบังคับแก่กรณีนี้นั้น เห็นว่า ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมยังคลาดเคลื่อนอยู่เพราะบทบัญญัติในมาตรา 39 (4) แห่ง ป.วิ.อ. เป็นเรื่องฟ้องซ้ำ ส่วนบทบัญญัติในมาตรา 173 วรรคสอง (1) แห่ง ป.วิ.พ. เป็นเรื่องฟ้องซ้อน เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อ ป.วิ.อ. ไม่ได้บัญญัติเรื่องฟ้องซ้อนไว้โดยเฉพาะ จึงนำบทบัญญัติเรื่องฟ้องซ้อนใน ป.วิ.พ. มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2553)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91, 83 ให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,450,531 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดเบ๊กิ้มฮง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะคดีส่วนอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 13 กระทง เป็นจำคุก 39 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 1,450,531 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยร่วมกับนายจิรายุพันธุ์หรือใหญ่เปิดร้านค้าชื่อ ถุงเงินดีไซน์ แล้วสั่งซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมหลายครั้ง ครั้งแรก ๆ จ่ายค่าสินค้าเป็นเงินสด ต่อมาจ่ายเป็นเช็คซึ่งสามารถเรียกเก็บเงินได้ ครั้งหลังสุดจ่ายเป็นเช็คหลายฉบับ โดยหลอกลวงว่าสามารถเรียกเก็บเงินได้ แต่ความจริงไม่อาจเรียกเก็บเงินได้ เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ต่อมาจำเลยได้ออกเช็คจำนวน 11 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,003,089 บาท แทนเช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการใช้เงินและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอีก คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงตลิ่งชันในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า คดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงตลิ่งชันในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เป็นเช็คจำนวน 11 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,003,089 บาท ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง จำนวน 13 ครั้ง รวมมูลค่า 1,450,531 บาท นอกจากนี้ วันที่ออกเช็คแต่ละฉบับก็ไม่ตรงกับวันที่ฉ้อโกงแต่ละครั้ง จึงเห็นได้ว่าเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ มิใช่เรื่องเดียวกัน และที่โจทก์ร่วมฎีกาอ้างว่า คดีนี้จำเลยมีเจตนาทุจริต ฉ้อโกงสินค้าผ้าของโจทก์ร่วม ความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่จำเลยได้รับสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วม ส่วนคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงตลิ่งชันในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ความผิดเกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จึงเป็นความผิดหลายกรรมนั้น ข้ออ้างของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวนั้นไม่ใช่ข้อสาระสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าความผิดคดีนี้กับความผิดในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงตลิ่งชันในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม หลักที่จะใช้พิจารณาว่าความผิดทั้งสองคดีเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมก็คือ การกระทำของจำเลยในทั้งสองคดีดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันหรือไม่ ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี ๆ ไป ได้ความจากนายพชร พยานโจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุตรของหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ร่วมและเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของโจทก์ร่วมว่า หลังจากนายจิรายุซึ่งเป็นพนักงานขายของโจทก์ร่วมได้แนะนำลูกค้าคือร้านถุงเงินดีไซน์แก่โจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมขายสินค้าประเภทผ้าม้วนให้แก่ร้านถุงเงินดีไซน์โดยในช่วงแรกนั้นจะรับชำระค่าสินค้าเป็นเงินสด หลังจากนั้นนายจิรายุพันธุ์แจ้งว่า ร้านถุงเงินดีไซน์ต้องการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นโดยจะขอชำระค่าสินค้าเป็นระยะเวลานานขึ้นด้วยเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสุขาภิบาล 1 (บางบอน) โดยในการชำระค่าสินค้าด้วยเช็คในช่วงแรก เช็คสามารถเรียกเก็บเงินได้ ต่อมานายจิรายุพันธุ์แจ้งว่าร้านถุงเงินดีไซน์ต้องการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น และจะขอชำระค่าสินค้านานขึ้นกว่าเดิม นายพชรยินยอมให้นายจิรายุพันธุ์ขายสินค้าโดยให้ระยะเวลาในการชำระค่าสินค้าของร้านถุงเงินดีไซน์เพิ่มขึ้น ร้านถุงเงินดีไซน์สั่งซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมในระหว่างเกิดเหตุคดีนี้รวม 13 ครั้ง และได้ชำระค่าสินค้าเป็นเช็คจำนวน 11 ฉบับ แต่เช็คดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ ต่อมานายพชรไปตรวจสอบร้านถุงเงินดีไซน์พบว่าร้านดังกล่าวเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ไม่ได้มีการตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อผลิตสินค้า และได้ความจากเจ้าของทาวน์เฮาส์ดังกล่าวว่า นายจิรายุพันธุ์เป็นผู้มาเช่าทาวน์เฮาส์ดังกล่าวตั้งแต่ปลายปี 2542 ถึงต้นปี 2543 หลังจากนั้นนายจิรายุพันธุ์ได้ออกจากทาวน์เฮาส์ไป จะเห็นได้ว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงสั่งซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมในคดีนี้ เป็นการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนตามแผนการที่วางไว้ตั้งแต่ต้น โดยการหลอกลวงให้โจทก์ร่วมไว้วางใจเพื่อจะได้ฉ้อโกงสินค้าเป็นจำนวนมากด้วยการอาศัยวิธีการออกเช็คชำระค่าสินค้าแทนเงินสดโดยเจตนาที่จะไม่ใช้เงินตามเช็ค พฤติการณ์การกระทำดังกล่าวจึงเป็นเพียงอุบายของจำเลยกับพวกเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและส่งมอบสินค้าผ้าในคดีนี้ให้จำเลยกับพวก การออกเช็คชำระหนี้คราวแรกจึงเป็นการกระทำอันเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้การที่จำเลยออกเช็คจำนวน 11 ฉบับ ให้แก่โจทก์ร่วมจะกระทำขึ้นภายหลังจากจำเลยกับพวกได้รับสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมและออกเช็คคราวแรกให้โจทก์ร่วมแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการออกเช็คแทนเช็คฉบับเดิมที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องและแทนที่การออกเช็คที่เป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงตลิ่งชันในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแขวงตลิ่งชัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาอ้างว่า ภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีนี้ จำเลยได้อ้างคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อศาลแขวงตลิ่งชัน ทำให้ศาลแขวงตลิ่งชันพิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เพราะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาบังคับแก่กรณีนี้ได้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1037/2501 และ 1438/2527 นั้น เห็นว่า ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมยังคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะบทบัญญัติในมาตรา 39 (4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นเรื่องฟ้องซ้ำ ส่วนบทบัญญัติในมาตรา 173 วรรคสอง (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นเรื่องฟ้องซ้อน เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องฟ้องซ้อนไว้โดยเฉพาะจึงนำบทบัญญัติเรื่องฟ้องซ้อนในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7635/2554 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเบ๊กิ้มฮง โจทก์ร่วม นายธงชัย ถุงเงิน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ร่วม - ห้างหุ้นส่วนจำกัดเบ๊กิ้มฮง · จำเลย - นายธงชัย ถุงเงิน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์ · สิทธิชัย รุ่งตระกูล · ธนัท วิรบุตร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงปทุมวัน - นายอรรถกร สมบัติชัย · ศาลอุทธรณ์ - นายณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.186/2547

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 1268/2515ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6196/2534ฎีกา 2186/2550ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 4225/2559ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา