⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2606/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2606/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลคนเดียวกันเป็นคู่ความในคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา และเป็นคู่ความในคดีใหม่ที่ฟ้องในเรื่องเดียวกัน ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย หากคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีทั้งสองนั้นไม่ใช่บุคคลคนเดียวกัน

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยในคดีซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา กลับเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนั้นเป็นจำเลยในคดีใหม่ด้วยเรื่องเดียวกัน ก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง(1) เพราะโจทก์ในคดีหลังนี้ไม่ใช่โจทก์คนเดียวกันกับคดีก่อน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๘๐๐ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง คือบ้านไม้เลขที่ ๑๓ หมู่ที่ ๑๔ ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางละมูล แย้มเกษม ยกให้โจทก์ตามพินัยกรรม ส่วนบ้านอีกหลังไม่มีเลขที่โจทก์ปลูกสร้างด้วยทุนของโจทก์เอง จำเลยได้เข้ามาอยู่ในบ้านและที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๑ หรือ ๒๕๑๒ โจทก์และผู้แทนโจทก์ได้เตือนให้จำเลยออกไปแล้ว จำเลยเพิกเฉยจึงขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์ตามฟ้อง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๘๐๐ จริง แต่บ้านไม้เลขที่ ๑๓ และบ้านไม้อีกหลักหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของเรือเอกเปลี่ยน แย้มเกษม ต่อมาเรือเอกเปลี่ยน แย้มเกษมถึงแก่กรรม เรือนนั้นจึงตกแก่จำเลยผู้เป็นทายาท จำเลยเข้าอยู่ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์หรือผู้แทนไม่เคยเตือนจำเลยและบริวาร และจำเลยฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าบ้านเลขที่ ๑๓ และบ้านไม่อีกหลักหนึ่งเป็นเรือนหอซึ่งเรือเอกเปลี่ยน แย้มเกษม ปลูกสร้างขึ้นเมื่อแต่งงานกับนางละมูน แย้มเกษม เมื่อการสมรสขาดจากกันจำเลยในฐานะทายาทของเรือเอกเปลี่ยน แย้มเกษมมีสิทธิในโรงเรือนดังกล่าว และรื้อถอนโรงเรือนดังกล่าวได้ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า บ้านพิพาททั้งสอง หลังเลขที่ ๑๓ เป็นสินเดิมของนางละมูน แย้มเกษม หลังไม่มีเลขที่โจทก์ปลูกสร้างด้วยเงินของโจทก์เอง ที่ดินปลูกบ้านดังกล่าวเป็นสินเดิมของนางละมูนตกได้แก่โจทก์ตามพินัยกรรม บ้านซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินย่อมตกให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นให้คู่ความนำสืบ คือ บ้านพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย ถ้าเป็นของจำเลย จำเลยมีสิทธิรื้อถอนได้หรือไม่ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชี้ขาดข้อกฎหมายว่า เรือพิพาทตามฟ้อง โจทก์จำเลยยังพิพาทกนอยู่ในคดีหมายเลขแดงที่ ๕๙๖๔-๕๙๖๕/๒๕๑๔ ของศาลแพ่ง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้อีกในประเด็นอย่างเดียวกันจึงต้องห้ามตามกฎหมาย โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า คดีหมายเลขแดงที่ ๕๙๖๔-๕๙๖๕/๒๕๑๔ ของศาลแพ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกานั้น โจทก์คดีนี้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าว เมื่อโจทก์คดีนี้ไม่ใช่บุคคลคนเดียวกับโจทก์คดีก่อน จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน และประเด็นที่ฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านและที่พิพาท ส่วนประเด็นในคดีก่อนเป็นเรื่องฟ้องขอแบ่งสินสมรสของเรือเอกเปลี่ยนและนางละมูน แย้มเกษม เป็นคนละประเด็นกัน ขอให้ยกคำร้องชี้ขาดข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงสั่งงดชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายและงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้ เป็นฟ้องซ้ำ (น่าจะเป็นฟ้องซ้อน) กับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๓ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ว่า ฟ้องคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ ๕๙๖๔-๕๙๖๕/๒๕๑๔ ของศาลแพ่ง เพราะโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่ใช่บุคคลเดียวกัน และประเด็นแห่งคดีก็ต่างกัน ขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น บังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏว่าโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยในคดีก่อน ไม่ได้เป็นโจทก์ในคดีก่อน โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรค ๒(๑) ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าคำฟ้องคดีก่อนกับคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ เพราะไม่อาจทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ ตามรูปคดี จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ๕๙๖๔-๖๙๖๕/๒๕๑๔ ของศาลแพ่ง แต่โจทก์นำพยานหลักฐานซึ่งได้อ้างในสำนวนคดีก่อนมาใช้อ้างอิงในดคีนี้ และโจทก์อ้างในคดีนั้นว่าเป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์อันเดียวกัน การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยก็ยอมรับในฎีกาแล้วว่า คดีแพ่งหมายเลขแพงที่ ๕๙๖๔-๖๙๖๕/๒๕๑๔ ของศาลแพ่ง ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกานั้น จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย ฉะนั้นการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่ใช่โจทก์คนเดียวกันกับคดีแรก จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง(๑) ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ส่วนปัญหาที่ว่ากรณีจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องด้วยมาตรา ๑๔๔ หรือไม่นั้น เห็นว่าไม่ใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกายังไม่เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยให้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พยนต์ ยาวะประภาษ แผ้ว ศิวะบวร จันทร์ ระรวยทรง) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2606/2518 เรือเอกสุเมธ แย้มเกษม โจทก์ จ่าสิบเอกกิตติ แย้มเกษม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - เรือเอกสุเมธ แย้มเกษม · จำเลย - จ่าสิบเอกกิตติ แย้มเกษม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายสวิก อุตระ · ศาลอุทธรณ์ - นายไพบูลย์ เพียรรู้จบ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5882/2541ฎีกา 2821/2523ฎีกา 2069/2552ฎีกา 256/2507ฎีกา 4141-4142/2565ฎีกา 1206/2533ฎีกา 1397/2494ฎีกา 2204/2535ฎีกา 2410/2523ฎีกา 2622/2516ฎีกา 369/2522ฎีกา 5822/2550ฎีกา 2898/2530ฎีกา 7280/2549ฎีกา 10554/2557ฎีกา 1330/2533ฎีกา 1984/2536ฎีกา 2701/2550ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 702/2524ฎีกา 3522/2529ฎีกา 985/2513ฎีกา 9704/2558ฎีกา 5383/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา