คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2685/2518
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลอาญาพิพากษายกฟ้องจำเลยในคดีอาญา โดยวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่มั่นคงเป็นที่สงสัย ต้องยกประโยชน์ให้จำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องนั้นย่อมฟังไม่ได้ และจะนำพยานอื่นมาสืบในคดีแพ่งให้ฟังว่าจำเลยกระทำละเมิดไม่ได้.
ย่อคำพิพากษา
ศาลทหารกรุงเทพ (ศาลอาญา) ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มั่นคงยังเป็นที่สงสัย ต้องยกประโยชน์ให้เป็นผลดีแก่จำเลย ฉะนั้นในการพิจารณาคดีแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 54 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้กระผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่โจทก์นำพยานอื่นมาสืบในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์ ศาลจะรับฟังไม่ได้ เพราะขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีอาญาดังกล่าวแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นนายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดไปด้วย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ได้ขับรถยนต์ในทางการที่จ้างโดยประมาทมิได้หยุดที่ทางสำหรับคนข้ามถนน เป็นเหตุให้ชนเด็กชายราหุล เตมียบุตร บุตรของโจทก์ขณะเดินอยู่ในทางสำหรับคนข้ามถนนถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน ๑๐๔,๖๕๖ บาท ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ย
จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้ถูกอัยการศาลทหารกรุงเทพเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลทหารกรุงเทพฯ (ศาลอาญา) ฐานขับรถยนต์โดยประมาทชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย โจทก์คดีนี้ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วย ศาลทหารกรุงเทพ (อาญา) ได้พิพากษายกฟ้อง และจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธความรับผิดในเรื่องอื่น ๆ อีกด้วย
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาได้ประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า คดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพได้วินิจฉัยว่า นอกจากไม่ได้ความชัดแจ้งในเรื่องที่ชนแล้ว จำเลยจะใช่คนขับรถชนเด็กผู้ตายหรือไม่ โจทก์มีแต่คำให้การชั้นสอบสวนซึ่งจำเลยมิได้รับโดยตรงว่าเป็นคนทำผิดได้ปฏิเสธคำให้การชั้นศาล พยานโจทก์หลักฐานไม่มั่นคงยังเป็นที่สงสัย จึงพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ฎีกาขอโจทก์ย่อมรับว่าคดีนี้เกี่ยวกับคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพ ซึ่งโจทก์คดีนี้ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมและเบิกความในคดีอาญาดังกล่าว ฉะนั้น ในการพิจารณาเกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๕๔ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ โดยต้องฟังข้อเท็จจริงตามคดีอาญาว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่โจทก์นำพยานอื่นมาสืบในคดีว่า จำเลยที่ ๑ ได้กระผิดหรือละเมิดต่อโจทก์ ศาลจะรับฟังไม่ได้ เพราะขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีอาญาดังกล่าวแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้เป็นเจ้าของรถซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นนายจ้างจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดด้วย ฎีกาของโจทก์ในเรื่องค่าเสียหายจึงตกไป ศาลล่างพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2685/2518
ร้อยตำรวจตรีกฤษณ์ เตมียบุตร โจทก์
นายวิเชียร สายวานิช ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ร้อยตำรวจตรีกฤษณ์ เตมียบุตร · จำเลย - นายวิเชียร สายวานิช ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | แผ้ว ศิวะบวร · สัญชัย สัจจวานิช · สนิท บริรักษ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายสุชาติ จิวะชาติ · ศาลอุทธรณ์ - นายจังหวัด แสงแข |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา