⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 436/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ตายได้อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรนอกกฎหมาย ถือเป็นการรับรองบุตรโดยพฤติการณ์ ทำให้บุตรนอกกฎหมายนั้นมีสิทธิรับมรดกแทนที่ผู้ตายได้ และหากผู้รับมรดกคนอื่นยอมให้ผู้มีสิทธิรับมรดกคนนั้นได้รับส่วนแบ่งมรดก ถือว่าผู้รับมรดกคนนั้นได้สละประโยชน์แห่งอายุความแล้ว

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายของ บ.พฤติการณ์ที่ บ.ได้อุปการะเลี้ยงดูกับให้การศึกษาเล่าเรียนแก่โจทก์ ถือได้ว่า บ.ได้รับรองและแสดงออกว่าโจทก์เป็นบุตรของ บ. โจทก์จึงเป็นทายาทโดยธรรม มีสิทธิรับมรดกแทนที่ บ. โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกโดยกล่าวว่าโจทก์เป็นบุตรของ บ. มีสิทธิรับมรดกแทนที่ บ. ศาลกะประเด็นไว้ว่าโจทก์เป็นบุตรของ บ.หรือไม่ เมื่อพิจารณาได้ความว่าโจทก์เป็นบุตรของ บ. ที่ บ. รับรองแล้ว ศาลมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่ บ.ได้ ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น แม้โจทก์จะฟ้องคดีมรดกเกินกำหนดอายุความ 1 ปี แต่โจทก์นำสืบให้เห็นได้ว่า ก่อนโจทก์จะฟ้องจำเลย จำเลยยังคงยอมให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งมรดกรายนี้ เป็นแต่เกี่ยงว่ายังไม่พร้อมที่จะเอาชื่อโจทก์ใส่ในโฉนดที่ดินรายพิพาทเท่านั้น ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยได้ละเสียแล้วซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ ไม่จำเป็นต้องทำบันทึกเป็นหลักฐานเพียงแต่โจทก์นำสืบให้เห็นพฤติการณ์ว่าจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ได้รับ ส่วนแบ่งมรดกรายนี้ ก็เพียงพอให้ถือว่าจำเลยได้ละเสียแล้วซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ (อ้างฎีกาที่ 244/2511)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.192 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1627 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1630 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1639 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1754

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่าโจทก์เป็นบุตรของนายบุญชู ศิริวงษ์ นายบุญชู ศิริวงษ์ และจำเลยทั้งห้าเป็นบุตรนางแปง ศิริวงษ์ เจ้ามรดก นางแปง ศิริวงษ์ ถึงแก่กรรมแล้ว มีทรัพย์มรดกคือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกได้แก่โจทก์ผู้รับมรดกแทนที่นายบุญชู ศิริวงษ์ ๑ ใน ๖ ส่วน จำเลยเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกรายนี้ โจทก์ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนรับโอนมรดกร่วมกันและแบ่งกันตามส่วน จำเลยรับว่าจะไปจดทะเบียนแบ่งให้ แต่ของให้รอไปก่อนเพราะบางคนยังไม่พร้อม แต่ต่อมาจำเลยที่ ๑ บ่ายเบี่ยงแล้วจำเลยที่ ๑ ไปขอจดทะเบียนรับโอนมรดกต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยไม่ได้ลงชื่อโจทก์ร่วมด้วยขอบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าว ๑ ใน ๖ ส่วนให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่าโจทก์ไม่ได้เป็นบุตรที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายบุญชู ศิริวงษ์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การรับตามฟ้องของโจทก์ เว้นแต่บ้านเลขที่ ๑๑ ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว เป็นของจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่มรดกของนางแปง ศิริวงษ์ ชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกะประเด็นหน้าที่นำสืบ ๒ ประเด็น คือ ๑. โจทก์เป็นบุตรนายบุญชู ศิริวงษ์ หรือไม่ ๒. อายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายบุญชูบิดาได้รับรองแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายบุญชู มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายบุญชู มรดกดังกล่าวจำเลยทุกคนมิได้ครอบครองแทนโจทก์ แต่จำเลยได้เคยตกลงยอมแบ่งมรดกให้โจทก์แม้โจทก์จะมิได้ครอบครองและฟ้องขอแบ่งหลังจากรู้ถึงความตายของนางแปงเจ้ามรดกเกิน ๑ ปีก็ดี จำเลยก็ไม่อาจยกอายุความมรดกขึ้นยันโจทก์ได้ เพราะถือว่าจำเลยได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๒ พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าไปจดทะเบียนแบ่งมรดกให้โจทก์ ๑ ใน ๖ ส่วน จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๕ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๕ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นบุตรนายบุญชู และพฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบว่านายบุญชูได้ให้อุปการะเลี้ยงดู กับให้การศึกษาเล่าเรียนแก่โจทก์นั้นถือได้ว่านายบุญชูได้รับรองและแสดงออกว่าโจทก์เป็นบุตรของตน โจทก์จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกแทนที่นายบุญชู ที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๕ ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกะประเด็นนำสืบไว้ว่าโจทก์เป็นบุตรนายบุญชูหรือไม่ ศาลจะวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายบุญชูด้วยไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้กะไว้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกโดยกล่าวว่าโจทก์เป็นบุตรนายบุญชูมีสิทธิรับมรดกแทนที่นายบุญชู เมื่อพิจารณาได้ความว่าโจทก์เป็นบุตรนายบุญชูดังกล่าว ศาลมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายบุญชูได้ ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น แม้โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกำหนด ๑ ปีก็ดี แต่โจทก์นำสืบให้เห็นได้ว่าก่อนโจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๕ ยังคงยอมให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งมรดกรายนี้เป็นแต่เกี่ยงว่ายังไม่พร้อมที่จะเอาชื่อโจทก์ใส่ในโฉนดที่ดินรายพิพาท เท่านั้น เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสามดังกล่าวได้ละเสียแล้วซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาตรา ๑๙๒ ที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๕ ฎีกาว่า การละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความจะต้องแสดงออกโดยชัดแจ้งว่ายินดีแบ่งให้โดยมีกรมการอำเภอบันทึกถ้อยคำโจทก์ จำเลยไว้เป็นหลักฐานนั้นเห็นว่าไม่จำเป็นต้องทำบันทึกเป็นหลักฐาน เพียงแต่โจทก์สืบให้เห็นพฤติการณ์ว่าจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งมรดกรายนี้ ก็เพียงพอให้ถือว่าจำเลยได้ละเสียแล้วซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามนัยฎีกาที่ ๒๔๔/๒๕๑๐ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2518 นางชูศรี บู้ฮวด โจทก์ นายเกษม ศิริวงษ์ กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางชูศรี บู้ฮวด · ล. - นายเกษม ศิริวงษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยงยุทธ เลอลภ · กฤษณ์ โสภิตกุล · ธวัช สิทธิชัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายณรงค์ ตันติเตมิท · ศาลอุทธรณ์ - นายกาญจน์ กันยะพงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1200/2523ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 94/2493ฎีกา 6105/2531ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 1249/2493ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา