คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1111/2519
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและข่มขืนกระทำชำเรา เป็นความผิดคนละกระทงกัน.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยใช้กำลังฉุดลากพาผู้เสียหายเข้าไปในป่าห่างทางประมาณ 10 วาเศษแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารกระทงหนึ่งแล้ว และเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอีกกระทงหนึ่งมิใช่เป็นความผิดฐานข่มขืนกระชำเราแต่เพียงกระทงเดียว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๑๗ เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทง ต่างกรรมต่างวาระกัน กล่าวคือ จำเลยได้พานางสาวกาญจน ศิริ อายุ ๑๗ ปีไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้กำลังประทุษร้ายฉุดกระชากลากพาไปและได้ข่มขืนกระทำชำเรานางสาวกาญจนา ศิริ ซึ่งมิใช่ภรรยาตนจนสำเร็จความใคร่ ๑ครั้ง โดยจำเลยใช้มีดเป็นอาวุธ ขู่เข็ญจนอยู่ในภาวะไม่สามารถจะขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖,๒๘๔ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๗,๑๐
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖,๒๘๔ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๗,๑๐ ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเรา ตามมาตรา ๒๗๖ วรรคแรก จำคุก ๖ ปี ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา ๒๘๔ จำคุก ๔ ปี รวมโทษจำคุก ๑๐ ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เชื่อว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจริง แต่การกระทำของจำเลยไม่เข้าลักษณะความผิดพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร คงมีความผิดฐานข่มขืนกระทำอนาจารกระทงเดียว พิพากษาแก้ เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารด้วย จำเลยฎีกาว่า ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้กำลังฉุดลากผู้เสียหายเข้าไปในป่าห่างทางประมาณ ๑๐ วาเศษแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารกระทงหนึ่งแล้ว และเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยยังไม่เข้าลักษณะเป็นความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยจำคุก ๔ ปีนั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ของจำเลยแล้วควรวางโทษจำเลยให้เบากว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกหนด
พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ อีกกระทงหนึ่งจำคุก ๒ ปี นอกจากที่แก้ ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1111/2519
พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีธรรมราช โจทก์
นายไว จงจิตร ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีธรรมราช · ล. - นายไว จงจิตร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุจริต เสถียรกาล · ถนอม ครูไพศาล · แถม ดุลยสุข |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายอมร วีรวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปชงค์ นาคพันธวงศ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา