⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1240/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1240/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อตกลงระหว่างบุคคลสองฝ่ายไม่ผูกพันบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญา.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์รับซื้อฝากบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ธรณีสงฆ์ไว้จาก ฉ. มีกำหนด 1 ปี โดยมีข้อสัญญาด้วยว่า ถ้าฉ.ไม่ไถ่บ้านคืนภายใน 1 ปี ฉ.ยอมโอนสิทธิการเช่าที่ธรณีสงฆ์ให้โจทก์ ครั้นครบ 1 ปีบ้านหลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ ฉ.กลับยื่นคำร้องต่อจำเลย ซึ่งเป็นผู้จัดการผลประโยชน์ที่ธรณีสงฆ์ขอโอนสิทธิการเช่าให้แก่ ท. ด. เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้รายงานเท็จต่อคณะกรรมการจัดผลประโยชน์ของจำเลยว่าไม่มีบ้านปลูกอยู่ในที่ดิน คณะกรรมการจึงอนุญาตให้ ท. เป็นผู้เช่าแทน ฉ.ได้ ดังนี้แม้ในทางปฏิบัติจะมีความเห็นของเจ้าหน้าที่ว่า ผู้ใดเป็นเจ้าของบ้านผู้นั้นควรได้รับเช่าที่ดินก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อบังคับเด็ดขาดว่า จำเลยต้องเช่าเสมอไป การที่มีข้อสัญญาระหว่าง ฉ.กับโจทก์นั้นจำเลยก็มิได้เป็นคู่สัญญาด้วย ข้อตกลงดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลย ฉะนั้น การที่โจทก์รับซื้อฝากบ้านจนหลุดเป็นสิทธิไม่ก่อให้เกิดสิทธิการเช่าที่ดิน และจำเลยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องให้โจทก์เช่าที่พิพาท การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยทำรายงานเท็จก็เป็นเรื่องทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนส่วนหนึ่งต่างหาก หาใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้โจทก์ไม่ได้เช่าที่พิพาทไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.76 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับซื้อฝากบ้านไม้ครึ่งตึกสองชั้น ๑ หลัง และบ้านแบบบังกะโลอีก ๒ หลัง ซึ่งปลูกอยู่ในที่ธรณีสงฆ์ วัดทองนพคุณ จากนางฉลวย ศกุนะสิงห์ โดยมีข้อสัญญาว่า หากสัญญาซื้อขายฝากบ้านนี้ขาดอายุสัญญา นางฉลวย ยินยอมโอนสิทธิการเช่าที่ดินธรณีสงฆ์ดังกล่าวให้โจทก์ ครั้นครบ ๑ ปีบ้านหลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ แล้วนางฉลวยกลับยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการผลประโยชน์ที่ธรณีสงฆ์ขอโอนสิทธิการเช่าให้แก่ผู้มีชื่อ และด้วยความร่วมมือของข้าราชการในสังกัดของจำเลยได้รายงานเท็จขึ้นมาว่า นางฉลวยเป็นผู้เช่าที่ดินรายพิพาท แต่ไม่ได้รายงานว่าสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทได้ขายฝากไว้กับโจทก์ทั้งที่รู้อยู่แล้ว ซึ่งตามระเบียบแบบแผนของทางราชการของจำเลยมีอยู่ว่า หากกรรมสิทธิ์ในบ้านที่ปลูกอยู่ในที่ธรณีสงฆ์เป็นของผู้ใดก็จะต้องพิจารณาให้ผู้นั้นเป็นผู้เช่าที่ดินนั้น จำเลยหลงเชื่อรายงานเท็จดังกล่าว จึงอนุมัติให้นางฉลวยโอนสิทธิการเช่าที่ดินรายพิพาทให้ผู้อื่นไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ของศาลบังคับให้จำเลยจัดการโอนสิทธิการเช่าที่ดินรายพิพาทให้โจทก์เป็นผู้เช่าโดยตรงกับจำเลย หากจำเลยไม่สามารถจัดการได้ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า ไม่มีระเบียบแบบแผนทางราชการหรือกฎหมายบัญญัติ หากกรรมสิทธิ์บ้านที่ขายฝากในที่ธรณีสงฆ์ตกเป็นของผู้รับซื้อฝากแล้ว ผู้รับซื้อฝากจะได้เป็นผู้เช่าที่ดินแปลงนั้น ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับนางฉลวยไม่ผูกพันจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นฟังว่า กรมจำเลยไม่มีระเบียบแบบแผนหรือแม้แต่เพียงธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติว่า ถ้าผู้ใดได้เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง จะต้องให้ผู้นั้นเป็นผู้เช่าที่ดินด้วย ข้อสัญญาระหว่างนางฉลวยกับโจทก์ไม่ผูกพันจำเลย พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาไม่ได้ความว่ามีระเบียบแบบแผนและธรรมเนียมดังที่โจทก์อ้าง แต่ได้ความตามคำพยานจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในกรมการศาสนาว่า จำเลยไม่ผูกพันที่จะให้ผู้ซื้อฝากได้เป็นผู้เช่าเสมอไป โดยเจ้าหน้าที่จะทำบันทึกเพิ่มเติมไว้ท้ายคำขออนุญาตขายฝากสิ่งปลูกสร้างทุกรายว่า การขายฝากไม่ผูกพันผู้รับซื้อฝากในกรณีเกี่ยวกับโอนสิทธิการเช่า แม้จะปรากฏว่ามีความเห็นตามรายงนของคณะกรรมการสอบสวน นายดิเรก สิริโสมะ ว่าในทางปฏิบัติ ผู้ใดเป็นเจ้าจองบ้านผู้นั้นควรได้รับเช่าที่ดินภายใต้ระเบียบข้อบังคับของกรมการศาสนา ก็เป็นแต่ความเห็นของเจ้าหน้าที่หาใช่เป็นข้อบังคับเด็ดขาดว่าจำเลยจะต้องให้เช่าเสมอไปไม่ การที่จำเลยมีหนังสือแสดงความยินยอมให้ขายฝากบ้านก็เป็นเรื่องที่ได้หารือทางวัดเจ้าของที่ดินไม่ขัดข้อง จึงแจ้งไปยังอำเภอเพื่อจะได้จดทะเบียนขายฝากให้ มิได้หมายความว่ายอมให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดิน ส่วนข้อสัญญาระหว่างนางฉลวยกับโจทก์ที่ว่าถ้านางฉลวยไม่ได้บ้านคืนภายใน ๑ ปียอมโอนสิทธิการเช่าให้โจทก์นั้น จำเลยเป็นบุคคลภายนอก มิได้เป็นคู่สัญญา ข้อตกลงดังกล่าวหาผูกพันจำเลยไม่สรุปแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าการที่โจทก์รับซื้อฝากบ้านจดหลุดเป็นสิทธินั้นไม่ก่อให้เกิดสิทธิการเช่าที่ดินจำเลยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องให้โจทก์เช่าที่พิพาทแม้เจ้าหน้าที่ของจำเลยจะทำรายงานเท็จก็เป็นเรื่องผิดวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนส่วนหนึ่งต่างหาก หาใช้สาเหตุโดยตรงที่ทำให้โจทก์ไม่ได้เช่าที่พิพาทไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดกระทำละเมิดต่อโจทก์ พิพากษายืน ุ (กฤษณ์ โสภิตกุล - สุมิตร ฟักทองพรรณ - ชุบ วีระเวคิน) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1240/2519 นายประพจน์ เรขะรุจิ โจทก์ กรมการศาสนา ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประพจน์ เรขะรุจิ · ล. - กรมการศาสนา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายโกมล อิศรางกูร ณ อยุธยา · ศาลอุทธรณ์ - นายไพบูลย์ ไวกาสี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา