⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1701/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1701/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 173 นั้น แม้โจทก์มิได้บรรยายชัดแจ้งว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่แจ้งเป็นเท็จ แต่หากคำบรรยายฟ้องโดยรวมมีความหมายโดยปริยายว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่แจ้งเป็นเท็จ ก็ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดและฟ้องสมบูรณ์แล้ว

ย่อคำพิพากษา

คำฟ้องที่กล่าวหาว่าจำเลยแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137,173 แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่จำเลยแจ้งนั้นเป็นเท็จ แต่เมื่อพิเคราะห์คำบรรยายฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้วมีความหมายอยู่ในตัวว่า เมื่อจำเลยแจ้งข้อความตามฟ้อง จำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จ ก็ครบองค์ความผิดและสมบูรณ์แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.173

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๑๗ เวลากลางวัน จำเลยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า เมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๑๗ โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยได้ยักยอกรถจักรยานสองล้อของจำเลยไป ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยอนุญาตให้โจทก์ยืมรถดังกล่าวไปใช้และนัดให้โจทก์ไปรับเงินค่าจ้างจากจำเลยในวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๑๗ พร้อมกับให้โจทก์นำรถดังกล่าวมาคืน แต่จำเลยกลั้นแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษโดยกล่างหาว่าโจทก์ทำรถดังกล่าวเสียหายและแจ้งความว่าโจทก์ยักยอกรถ ของจำเลย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗,๑๗๓ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗,๑๗๓ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๗๓ อันเป็นบทหนัก ตามมาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา ๑๗๓ พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่จำเลยแจ้งนั้นเป็นเท็จ เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ศาลฎีกาว่าวินิจฉัยว่า แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่จำเลยแจ้งนั้นเป็นเท็จ แต่เมื่อพิเคราะห์คำบรรยายฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้วมีความหมายอยู่ในตัวว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิด เมื่อจำเลยแจ้งข้อความตามฟ้อง จำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จ โจทก์จึงไม่ต้องบรรยายฟ้องอีกว่าจำเลยอยู่รู้แล้วว่าข้อความนั้นเป็นเท็จ ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ความผิดและสมบูรณ์แล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1701/2519 นายสมยศหรือชวกิจ ชูพันธ์ โจทก์ นางกิมซิ้น ปราบนคร ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมยศหรือชวกิจ ชูพันธ์ · ล. - นางกิมซิ้น ปราบนคร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพียร ศรีอรุณ · สอน ไชยสุต · ธานินทร์ กรัยวิเชียร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี - นายจุมพล ณ สงขลา · ศาลอุทธรณ์ - นายประการ กาญจนศูนย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 284/2507ฎีกา 1499/2531ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1857/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา