⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1854/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1854/2519

ป.พ.พ. ม.1381 · ป.วิ.แพ่ง ม.55

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแย่งการครอบครองเกิดขึ้นนับแต่วันที่ผู้ครอบครองแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่าจะยึดถือทรัพย์สินนั้นเพื่อตนเอง มิใช่เพื่อผู้อื่น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยยื่นเรื่องราวต่อทางอำเภอขอขายที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ร้องคัดค้านว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่ง ให้จำเลยครอบครองไว้แทน อำเภอจึงทำการเปรียบเทียบ จำเลยว่าที่พิพาทเป็นของตนทั้งแปลง ได้รับมรดกและได้ครอบครองทำประโยชน์ติดต่อกันประมาณ 45 ปีแล้ว โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้อง อำเภอจึงสั่งให้โจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลภายใน 40 วัน แต่โจทก์ไม่ฟ้องภายในกำหนดดังกล่าว อำเภอจึงจดทะเบียนซื้อขายให้ ดังนี้ ถือว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิโจทก์นับตั้งแต่วันที่จำเลยได้อ้างในการเปรียบเทียบของอำเภอ โดยแสดงออกต่อโจทก์แล้วว่าจะเอาที่พิพาทเป็นของตน มิได้ยึดถือแทนโจทก์ต่อไป อันเป็นการแย่งการครอบคอรง หาใช่นับตั้งแต่วันที่อำเภอได้ทำการจดทะเบียนขายที่พิพาทไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันถูกแย่งการครอบครองโจกท์จึงขาดสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง โจทก์จึงขาดสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 วรรค 2

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่น่าตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องของนายฉ้วนบิดาโจทก์กับจำเลยที่ ๑ คนละครึ่ง เมื่อบิดาโจทก์ถึงแก่กรรม ที่ดินส่วนของบิดาตกทอดยังโจทก์ โจทก์จำเลยได้ครอบครองร่วมกันตลอดมา เมื่อโจทก์ย้ายไปอยู่กับสามีจึงมอบนาพิพาทให้จำเลยที่ ๑ ครอบครองจำเลยแทน ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๑ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ ๑ ได้ไปยื่นคำร้องต่ออำเภอขอขายที่ดินทั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ ๓ โจทก์คัดค้าน จำเลยที่ ๑ ซึ่งขณะนั้นไปนายอำเภอได้มีคำสั่งให้โจทก์นำคดีฟ้องศาลภายใน ๔๐ วัน คือภายในวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๒ ครั้นวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๑๒ จำเลยที่ ๔ จึงสั่งให้ยกสัญญาซื้อขายที่นาพิพาท โจทก์เห็นว่าหนังสือสัญญาซื้อขายไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่นาพิพาทเป็นของโจทก์ส่วนหนึ่ง จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจขายให้จำเลยที่ ๓ ทั้งจำเลยที่ ๔ ก็ไม่มีอำนาจสั่งให้โจทก์นำคดีไปฟ้องภายใน ๔๐ วัน และไม่มีอำนาจสั่งให้ทำสัญญาซื้อขาย จึงขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนสัญญาซื้อขายนั้นเสีย ให้จำเลยที่ ๑ และมี ๓ แบ่งที่ดินให้โจทก์ครึ่งหนึ่งถ้าแบ่งไม่ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ที่นาพิพาทหรือค่าเสียหายแก่โจทก์ ๑๙,๒๖๗.๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่นาพิพาทเป็นของจำเลย ที่ ๑ นายฉ้วนไม่เคยมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วย จำเลยทั้งสองครอบครองที่นาพิพาทเพื่อตน โดยความสงบเปิดเผยมา ๔๐ ปีเศษแล้ว เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอขาย โจทก์คัดค้าน แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แสดงว่าที่นาพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน ๔๐ วันตามคำสั่งของทางอำเภอ คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ได้ซื้อที่พิพาทไว้โดยสุจริต และจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานโดยชอบ คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ ๔ ให้การว่าได้สั่งให้ซื้อขายที่นาพิพาทโดยสุจริต คดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลัง ๑ ปีนับแต่วันถูกแย่งการครอบครอง คดีของโจทก์จึงขาดอายุความที่จะฟ้องคดีเพื่อเอาสิทธิครอบครองคืน ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นพิพาทข้ออื่น พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา คดีมีปัญหาว่า โจทก์ขาดสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่นาพิพาทหรือไม่ วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๑๑ จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นเรื่องราวต่อทางอำเภอปากพนัง ขอขายที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าให้แก่จำเลยที่ ๓ เมื่อโจทก์ทราบเรื่องจึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านในวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๑๑ ทางอำเภอจึงได้ทำการไกล่เกลี่ยในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๑๒ โดยเรียกจำเลยที่ ๒ และโจทก์มาอำเภอ ทำการสอบสวนถามข้อเท็จจริงและเปรียบเทียบพร้อมกัน จำเลยที่ ๒ อ้างว่าที่พิพาทเป็นของตน ได้รับมรดกจากมารดา จำเลยที่ ๑ และได้ครอบครองทำประโยชน์ติดต่อกันประมาณ ๔๕ ปีแล้ว โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องแต่ประการใด ทางอำเภอจึงสั่งให้โจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลภายในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๒ ต่อมาวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๑๓ โจทก์จึงได้ฟ้องเป็นคดีนี้ เห็นว่านับตั้งแต่วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๑๒ ที่จำเลยที่ ๒ ได้อ้างในการเปรียบเทียบของอำเภอ ว่าที่นาพิพาทเป็นของตน โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องแต่ประการใด พึงถือว่าจำเลยที่ ๒ ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์โดยจำเลยที่ ๒ แสดงต่อโจทก์แล้วว่าจะเอาที่นาพิพาทนั้นเป็นของตน มิได้ยึดถือแทนโจทก์ต่อไป อันเป็นการแย่งการครอบครองที่นาพิพาท หาใช่นับตั้งแต่วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๑๒ ที่ทางได้ทำการจดทะเบียนขายที่พิพาทไม่ คดีนี้ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันถูกแย่งการครอบครองโจกท์จึงขาดสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง โจทก์จึงขาดสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๗๕ วรรค ๒ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1854/2519 นางแป้น ผลส่ง โดยนายโต ผลส่ง ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายแดง มีสวัสดิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางแป้น ผลส่ง โดยนายโต ผลส่ง ผู้รับมอบอำนาจ · ล. - นายแดง มีสวัสดิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สอน ไชยสุต · ธานินทร์ กรัยวิเชียร · ศิริ อติโพธิ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดปากพนัง - นายชูชาติ ศรีแสง · ศาลอุทธรณ์ - นายพัลลภ สังโขบล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1687/2497ฎีกา 689/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา