⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 216/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 216/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จะต้องเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์สินของผู้อื่นที่ตนครอบครองอยู่ไปโดยทุจริต การที่บุคคลมีชื่อในเอกสารสิทธิแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง แต่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์สินนั้น ย่อมไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 นั้น นอกจากจะมีการเบียดบังเอาทรัพย์ไปโดยทุจริตแล้ว จะต้องได้ความด้วยว่า ผู้ที่เบียดบังนั้นได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลย (หุ้นส่วนของห้างโจทก์) เป็นแต่เพียงมีชื่อในโฉนดพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อันแท้จริงเท่านั้น โดยจำเลยมิได้เข้าเกี่ยวข้องครอบครองที่ดินโฉนดพิพาทแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นตามความแห่งมาตรา 352 แม้จำเลยเอาที่ดินโฉนดดังกล่าวไปทำสัญญาขายฝากให้แก่ผู้มีชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากโจทก์ จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานยักยอก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.352 ประมวลกฎหมายอาญา ม.353

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ได้เบียดบังเอาที่ดินรวม ๗ โฉนด ซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ไป และจำเลยได้กระทำผิดหน้าที่ซึ่งโจทก์ได้มอบหมายให้จำเลยลงชื่อทางทะเบียนกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ และได้มอบโฉนดที่ดินและที่ดินให้จำเลยยึดถือครอบครองแทนโจทก์เพื่อสะดวกในการจัดการค้าขายที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยเอาที่ดินดังกล่าวไปทำสัญญาขายฝากไว้แก่ผู้มีชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒, ๓๕๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า สิทธิครอบครอบที่พิพาทอยู่กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ การที่จำเลยเอาที่พิพาทไปขายฝาก จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ จำเลยไม่ได้รับมอบหมายให้จัดการที่พิพาทอย่างใด ที่จำเลยเอาที่พิพาทไปขายฝากจะถือว่าผิดหน้าที่ไม่ได้ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โฉนดอยู่ในความครอบครองของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย ๑ ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นวินิจฉัยนอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยไม่ได้ครอบครองที่พิพาท เป็นการไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ให้ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาใหม่แล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดย่อมหมายถึงจำเลยมีสิทธิทั้งหลายรวมทั้งสิทธิครอบครองที่พิพาทในทางทะเบียน แต่จำเลยลงชื่อไว้แทนโจทก์ จึงเป็นการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว จำเลยจะได้เข้าไปครอบครองที่พิพาทจริงจังหรือไม่นั้น มิใช่ข้อที่จะต้องนำมาพิจารณา พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ให้จำคุก ๑ ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๑๒ จำเลย นายบรรจบ สงวนเชื้อ และนายวินัย แจ้วจิรา ได้เข้าหุ้นส่วนกันซื้อถนนซอยเกษสุวรรณ โดยมีโครงการว่าจะซื้อที่ดินติดกับซอยเกษสุวรรณมาจัดสรรแบ่งขายหากำไรต่อไป แล้วจำเลยได้ซื้อที่ดินและทำสัญญาวางเงินมัดจำจะซื้อที่ดินที่ติดกับซอยดังกล่าวไว้หลายแปลง ในนามของหุ้นส่วน เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๑๒ นายวินัย แจ้วจิรา ได้ขายหุ้นให้แก่นายอำพล ปทุมาสูตร ที่ดินที่จำเลยซื้อมาดังกล่าว จำเลยได้ไปขอแบ่งแยกต่อสำนักงานที่ดินเป็นแปลงเล็กประมาณ ๓๐ แปลง เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๑๓ จำเลย นายบรรจบ และนายอำพล ได้จดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ขึ้น ต่อมาจำเลยได้ไปจัดการโอนที่ดินที่ขอแบ่งแยกใส่ชื่อจำเลยในโฉนดพิพาท แล้วจำเลยได้นำที่ดินโฉนดพิพาทไปขายฝากนางพีรัชต์ สุจริตกุล และนางเปรมจิตต์ จามรจันทร์ ที่จำเลยลงชื่อในโฉนดพิพาทนั้น เป็นการลงชื่อแทนโจทก์ โดยจำเลยมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องครอบครองที่พิพาท ศาลฎีกาเห็นว่า ที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ นั้น นอกจากจะมีการเบียดบังเอาทรัพย์ไปโดยทุจริตแล้ว จะต้องได้ความด้วยว่าผู้ที่เบียดบังนั้นได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่าจำเลยเป็นแต่เพียงมีชื่อในโฉนดพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อันแท้จริงเท่านั้น โดยจำเลยมิได้เข้าเกี่ยวข้องครอบครองที่ดินโฉนดพิพาทแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นตามความหมายแห่งมาตรา ๓๕๒ การกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอก จึงยังไม่มีความผิดตามฟ้อง พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 216/2519 ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหที่ดินสยาม โดยนายอำพล ปทุมาสูตร หุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ นายประวัติ นพวิชัย ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหที่ดินสยาม โดยนายอำพล ปทุมาสูตร หุ้นส่วนผู้จัดการ · ล. - นายประวัติ นพวิชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพโรจน์ ไวกาสี · ประพจน์ ถิระวัฒน์ · สมคิด มงคลชาติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายปรีชา ธนานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายกุศล บุญยืน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8192/2560ฎีกา 15558/2555ฎีกา 4081/2564ฎีกา 9663/2554ฎีกา 7100/2538ฎีกา 15690/2553ฎีกา 5865/2555ฎีกา 416/2550ฎีกา 96-97/2510ฎีกา 1428-1429/2545ฎีกา 196/2511ฎีกา 1057/2514ฎีกา 1375/2515ฎีกา 1503/2536ฎีกา 3820/2529ฎีกา 2975/2529ฎีกา 822/2506ฎีกา 1522/2565ฎีกา 404/2565ฎีกา 2157/2518ฎีกา 1140/2507ฎีกา 5902/2567ฎีกา 979/2501ฎีกา 602/2501
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา