⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2334/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2334/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสละการครอบครองโดยการขายและส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้อื่น ทำให้ผู้ขายไม่มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินนั้นอีกต่อไป และหากผู้ขายยังคงครอบครองทรัพย์สินนั้นอยู่ ก็เป็นการครอบครองแทนผู้ซื้อ

ย่อคำพิพากษา

จำเลยปลูกบ้านอาศัยในที่สาธารณะ จำเลยหามีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทไม่ คงมีแต่สิทธิ์ครอบครองเท่านั้น (อ้างฎีกาที่ 1405/2515) ต่อมาจำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ โดยทำหนังสือซื้อขายกันเอง ชำระราคากันครบถ้วนและยอมส่งมอบบ้านให้แก่โจทก์ ดังนี้เป็นการแสดงเจตนาสละการครอบครองบ้านดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยขออาศัยอยู่ในบ้านพิพาทต่อมานั้น เป็นการครอบครองแทนโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1377 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1378

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของสวน ๑ แปลง พร้อมบ้านเลขที่ ๓๑๓ หนึ่งหลัง ซึ่งโจทก์ซื้อมาจากจำเลยตามสำเนาสัญญาซื้อขายท้ายฟ้อง เมื่อขายแล้วจำเลยขออาศัยอยู่ในบ้าน ๑ เดือน ครบกำหนดจำเลยไม่ยอมออกไป ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร จำเลยให้การว่า จำเลยขายที่ดินและบ้านให้โจทก์เพราะโจทก์หลอกลวงว่าจะเข้าครอบครองทรัพย์ก็ต่อเมื่อจำเลยตาย ความจริงโจทก์เจตนาจะขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท เมื่อจำเลยทราบจึงปฏิเสธไม่ยอมขายและไม่ยอมส่งมอบที่ดินและบ้านให้โจทก์ โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินและบ้าน จำเลยไม่เคยขออาศัยโจทก์ สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้จดทะเบียน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิ์โจทก์จะฟ้องเรียกเงินคืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินบริเวณที่เรียกว่า ท่าวังหินตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เดิมใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนกสิกรรม ต่อมาโรงเรียนนี้ย้ายไปตั้งที่อื่น ที่ดินว่างอยู่ จึงมีราษฎรเข้าไปอาศัย จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินนี้ส่วนหนึ่งและปลูกบ้านอยู่อาศัยคือบ้านพิพาทคดีนี้ ต่อมาจำเลยได้ขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้โจทก์ ทั้งโจทก์จำเลยต่างทราบแล้วว่าที่ดินนี้เป็นที่ดินของทางราชการ ราษฎรไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ได้ การซื้อขายทำหนังสือซื้อขายกันเอง จำเลยรับชำระราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว และจำเลยจะต้องส่งมอบทรัพย์ที่ขายให้โจทก์ตามกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญา แต่จำเลยยังคงอยู่อาศัยในบ้านพิพาทตลอดมาจนบัดนี้ ปัญหาที่ว่าโจทก์จะฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า บ้านพิพาทปลูกสร้างในที่สาธารณะ จำเลยหามีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทไม่ คงมีแต่สิทธิ์ครอบครองเท่านั้น แม้การซื้อขายจะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่ปรากฏตามสัญญาซื้อขายว่าจำเลยยอมมอบทรัพย์สินให้แก่โจทก์เป็นการแสดงเจตนาสละการครอบครองบ้านพิพาท ทั้งยังได้ความจากผู้ใหญ่บ้านท่าวังหินพยานโจทก์ว่า จำเลยได้ขออยู่ในบ้านพิพาทต่อไปอีก ๑ เดือน คดีจึงฟังได้ว่า จำเลยได้สละการครอบครองบ้านพิพาทให้โจทก์แล้ว การที่จำเลยขออาศัยอยู่ในบ้านพิพาทต่อมานั้นเป็นการครอบครองบ้านพิพาทแทนโจทก์ เมื่อโจทก์มีสิทธิ์ครอบครองบ้านพิพาทก็ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาทได้ ฯลฯ พิพากษาแก้ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาทตามฟ้อง ฯลฯ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2334/2519 นายทวน ปัญญามาศ โจทก์ นางทอง ขุนภักดี ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายทวน ปัญญามาศ · ล. - นางทอง ขุนภักดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม ทันด่วน · ชลอ จามรมาน · สมคิด มงคลชาติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายชนะ ภาสกานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประพันธ์ พยัคฆบุตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1216/2538ฎีกา 3345/2525ฎีกา 1730/2520ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 360/2502ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 142/2492ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1090/2530ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 5317/2538ฎีกา 10866/2546ฎีกา 759/2494ฎีกา 2757/2538ฎีกา 231/2482ฎีกา 5281/2540ฎีกา 464/2497ฎีกา 1280/2492ฎีกา 107/2493ฎีกา 1578/2493ฎีกา 6549/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา