⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1544/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1544/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การคิดค่าขึ้นศาลต้องคำนวณจากจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาตามที่ระบุไว้ในคำฟ้อง.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ค่าเสียหายของโจทก์รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๑,๙๘๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์มิได้เรียกร้องเอาเต็มจำนวนดังกล่าว คงติดใจขอเพียง ๗๐๐,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยอีก ๔๘,๑๒๕ บาท รวม ๗๔๘,๑๒๕ บาท ดังนี้ การคิดค่าขึ้นศาลต้องคิดจากจำนวนเงิน ๗๔๘,๑๒๕ บาท ตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง ในคดีอาญาที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ต.ฐานขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ขับ เป็นเหตุให้สามีโจทก์ซึ่งโดยสารมากับรถคันนั้นถึงแก่ความตาย และศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ต. คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ให้ร่วมรับผิดในมูลละเ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.85 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.150 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.432 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ค่าเสียหายของโจทก์รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๑,๙๘๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์มิได้เรียกร้องเอาเต็มจำนวนดังกล่าว คงติดใจขอเพียง ๗๐๐,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยอีก ๔๘,๑๒๕ บาท รวม ๗๔๘,๑๒๕ บาท ดังนี้ การคิดค่าขึ้นศาลต้องคิดจากจำนวนเงิน ๗๔๘,๑๒๕ บาท ตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง ในคดีอาญาที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ต.ฐานขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ขับ เป็นเหตุให้สามีโจทก์ซึ่งโดยสารมากับรถคันนั้นถึงแก่ความตาย และศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ต. คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิด ที่จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ชนกับรถ ต. เป็นเหตุให้สามีโจทก์ถึงแก่ความตายเป็นคดีแพ่ง ดังนี้ ในคดีอาญาดังกล่าวมีประเด็นเพียงว่า ต.ขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังหรือไม่เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับจำเลยในคดีแพ่งนี้ซึ่งมิใช่คู่ความในคดีเดิม โจทก์จึงนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ได้ ในกรณีที่จำเลยกับผู้อื่นต่างคนต่างทำละเมิด มิใช่ร่วมกันทำละเมิดนั้น ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยรับผิดตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งความผิดของจำเลยได้ โจทก์ฟ้องจำเลยร่วมกับ ต. ทำละเมิด แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นว่าขอให้แบ่งส่วนความรับผิด แต่เรื่องค่าเสียหายนั้นศาลชอบที่จะกำหนดให้ชำระตามสมควรได้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ว่าเป็นนายจ้าง ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้าง กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้แม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้ฎีกาก็ตาม เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยที่ ๒ รับผิดน้อยลงศาลฎีกาก็พิพากษาให้มีผลตลอดถึงจำเลยที่ ๑ ด้วยได้ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบัณฑิต กมลพาณิชย์ และเป็นมารดผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงเยาวลักษณ์ เด็กชายยิ้มนิรันดร์ เด็กชายทำดี เด็กหญิงฟ้าอารี และเด็กชายยรรยงค์ซึ่งเกิดจากนายบัณฑิต จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และมีหน้าที่ขับรถยนต์โดยสารประจำทางของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน น.ม.๐๓๔๘๗ ดำเนินกิจการรับส่งคนโดยสารระหว่างจังหวัดชัยภูมิกับจังหวัดนครราชสีมา และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๕ เวลากลางวัน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างและในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น.ม.๐๓๔๘๗ รับส่งคนโดยสารจากจังหวัดชัยภูมิไปจังหวัดนครราชสีมา ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ ๑ จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยที่ ๑ อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาใช้ให้เพียงพอไม่ กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควร เมื่อไปถึงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๑๑๓ กับ ๑๑๔ ขณะนั้นมีรถยนต์โดยสารเล็กหมายเลขทะเบียน ช.ย.๐๐๔๙๗ ซึ่งขับโดยนายเติม ชวฤทธิ์ กำลังจอดรอรับคนโดยสารและสินค้าอยู่บนถนนข้างทางด้านซ้าย จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่จักต้องขับรถยนต์ด้วยความระมัดระวังดูแลความปลอดภัยให้ดีโดยลดความเร็วลงเพราะบริเวณนั้นเป็นถนนแคบ มีรถยนต์แล่นผ่านไปมามาก ทั้งมีทางแยกอยู่ทางซ้ายและขวาของถนนด้วย แต่จำเลยที่ ๑ มิได้ชะลอความเร็วลง เพราะจะแซงรถคันหมายเลขทะเบียน ช.ย.๐๐๔๙๗ และขณะนั้นมีรถยนต์คันอื่นแล่นมาจะสวนทางในระยะใกล้ จำเลยที่ ๑ ก็มิได้ลดความเร็วลง เพื่อให้รถคันที่แล่นสวนมาผ่านไปก่อนได้เร่งความเร็วเพื่อจะแซงรถคันหมายเลขทะเบียน ช.ย.๐๐๔๙๗ ให้ได้ ครั้นเมื่อแซงขึ้นไปยังไม่ทันจะพ้น พอดีรถคันที่สวนทางแล่นเข้ามาในระยะใกล้ จำเลยที่ ๑ ได้ขับรถหลบเข้าทางซ้ายทันที ทำให้รถคันที่จำเลยที่ ๑ ขับนั้นชนถูกรถคันหมายเลขทะเบียน ช.ย.๐๐๔๙๗ ที่จอดอยู่ รถคันที่จำเลยที่ ๑ ขับมาเสียหลักแฉลบพลิกคว่ำลงข้าทางด้านขวา และเป็นเหตุให้นายบัณฑิตซึ่งโดยสารมากับรถคันที่จำเลยที่ ๑ ขับถึงแก่ความตายทันที การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพนายบัณฑิตเป็นเงิน ๖๘,๐๐๐ บาท นายบัณฑิตเคยมีรายได้เดือนละ ๑๑,๐๐๐ บาท โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะ มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นเวลา ๑๕ ปี คือจนกว่าเด็กชายยรรยงค์บุตรคนเล็กจะบรรลุนิติภาวะ รวมเป็น ๑,๙๖๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายทั้งหมดเพียง ๗๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนายจ้างและเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น.ม.๐๓๔๘๗ ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ๗๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี หากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะใช้เงินเสร็จ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การที่รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น.ม. ๐๓๔๘๗ กับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ช.ย.๐๐๔๙๗ ชนกัน และเป็นเหตุให้นายบัณฑิตถึงแก่ความตาย นั้น เกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายเติม ชวฤทธิ์ ผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ช.ย.๐๐๔๙๗ ซึ่งศาลมณฑลทหารบกที่ ๓ (ศาลจังหวัดชัยภูมิ) ได้พิพากษาลงโทษจำคุกนายเติม ชวฤทธิ์ มีกำหนด ๑ ปี ปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ ๑๗๑/๒๕๑๕ จำเลยที่ ๑ มิได้ขับรถโดยประมาทดังฟ้อง ในคดีอาญาดังกล่าวศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การที่นายบัณฑิตถึงแก่ความตาย เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของนายเติม ให้หักรถซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายเบนเลี้ยวขวาโดยกะทันหัน ไม่ให้สัญญาณและไม่ระมัดระวังให้รถด่วนที่จำเลยที่ ๑ ขับมาผ่านแซงไปก่อน เท่ากับเป็นการชี้ขาดว่านายเติมเป็นฝ่ายประมาทแต่ผู้เดียว ในการพิพากษาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โจทก์จะนำสืบข้อเท็จจริงให้เปลี่ยนแปลงเป็นว่า จำเลยที่ ๑ ประมาทนั้นหาได้ไม่ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริง โจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งเรื่องค่าเสียหายฟ้องส่วนนี้จึงเคลือบคลุม ฯลฯ เมื่อสืบพยานจำเลยเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในจำนวนทุนทรัพย์ ๑,๙๘๐,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่รถทั้งสองชนกันนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายเติมคนขับรถคันหมายเลขทะเบียน ช.ย.๐๐๔๙๗ จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฯลฯ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือค่าปลงศพ ๒๘,๐๐๐ บาท ค่าขาดไร้อุปการะ ๑,๙๘๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ขอเรียกร้องรวมทั้งสิ้น ๗๐๐,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องอีก ๔๘,๑๒๕ บาท รวมเป็นทุนทรัพย์ ๗๔๘,๑๒๕ บาท ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาไม่ผูกพันจำเลยในคดีนี้ การที่รถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ ด้วย จำเลยทั้งสองต้องรับผิด และเห็นสมควรคิดค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นให้โจทก์ ๕๔,๘๒๖ บาท ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์และบุตรผู้เยาว์ ๓๖๘,๔๐๐ บาท รวมค่าสินไหมทดแทน ๒ รายการ เป็นเงิน ๔๒๓,๒๒๖ บาท พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนนี้พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ และให้คืนค่าขึ้นศาลที่สั่งให้โจทก์ชำระเพิ่มเติมนั้นให้แก่โจทก์ด้วย จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาข้อแรกโจทก์ควรเสียค่าขึ้นศาลในจำนวนทุนทรัพย์เท่าใดนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะได้บรรยายฟ้องว่าค่าเสียหายของโจทก์รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๑,๙๘๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ก็มิได้เรียกร้องเอาเต็มจำนวนดังกล่าว คงติดใจขอเพียง ๗๐๐,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยอีก ๔๘,๑๒๕ บาท รวมเป็นเงิน ๗๔๘,๑๒๕ บาทเท่านั้น การคิดค่าขึ้นศาลจึงต้องคิดจากจำนวนเงิน ๗๔๘,๑๒๕ บาท ตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง ที่ศาลอุทธรณ์สั่งให้คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกินจาก ๗๔๘,๑๒๕ บาท จึงเป็นการถูกต้องแล้ว ฎีกาข้อ ๒ ที่ว่า ในคดีอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓ (ศาลจังหวัดชัยภูมิ) ได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยฟังข้อเท็จจริงว่า การที่รถขนกันนั้นเกิดจากความประมาทของนายเติมแต่ผู้เดียว ในคดีแพ่งนี้โจทก์จึงไม่มีสทธิจะนำสืบเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากคดีอาญานั้น เห็นว่าในคดีอาญาดังกล่าวมีประเด็นเพียงว่านายเติมขับรถด้วยความประมาทปราศจการความระมัดระวังหรือไม่เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับจำเลยในคดีนี้ซึ่งมิใช่คู่ความในคดีเดิม และคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็มิได้ฟังข้อเท็จจริงว่า การที่รถชนกันเพราะความประมาทปราศจากความระมัดระวังของนายเติมแต่ผู้เดียวดังที่จำเลยอ้าง โจทก์จึงนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ได้ ฎีกาข้อ ๓ ที่ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้มีส่วนประมาทด้วยนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วฟังว่า จำเลยที่ ๑ มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย ฎีกาข้อสุดท้ายเรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วเห็นสมควรกำหนดค่าปลงศพให้โจทก์ ๔๕,๐๐๐ บาท ส่วนค่าขาดไร้อุปการะนั้นที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เป็นการสมควรแล้ว เหตุที่รถชนกันเนื่องจากนายเติมและจำเลยที่ ๑ ผู้ขับรถของจำเลยที่ ๒ ต่างประมาทเลินเล่อ แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายจำเลยเป็นผู้ก่อน้อยกว่านายเติม จึงให้จำเลยที่ ๒ รับผิดเพียงหนึ่งในสามของความเสียหายทั้งหมดเป็นเงิน ๑๒๖,๖๐๐ บาท คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังว่า เหตุที่รถชนกันเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของนายเติมฝ่ายเดียว แต่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ ๑ มีส่วนร่วมในการกระทำประมาทเลินเล่อด้วย และศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเรื่องนายเติมและจำเลยที่ ๑ ต่างคนต่างทำละเมิด หาใช่ร่วมกันทำละเมิดไม่ ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งความผิดของจำเลยที่ ๑ ได้ แม้ข้อนี้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้น แต่เรื่องค่าเสียหายนั้น ศาลฎีกาชอบที่จะกำหนดให้ชำระตามสมควรได้ สำหรับจำเลยที่ ๑ ลูกจ้าง ถึงแม้มิได้ฎีกาก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ว่าเป็นนายจ้าง ซึ่งต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๑ กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยที่ ๒ รับผิดน้อยลงโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) และมาตรา ๒๔๗ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้มีผลตลอดถึงจำเลยที่ ๑ ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๑๒๖,๖๐๐ บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี จากจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1544/2520 นางพึงใจ กมลพาณิชย์ และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ของเด็กหญิงเยาวลักษณ์ กมลพาณิชย์ กับพวก โจทก์ นายสำราญ โพธิ์เงิน กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม - นางพึงใจ กมลพาณิชย์ · โจทก์ - ของเด็กหญิงเยาวลักษณ์ กมลพาณิชย์ กับพวก · ล. - นายสำราญ โพธิ์เงิน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โสพิทย์ คังคะเกตุ · ชลอ จามรมาน · อุดม ทันด่วน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายสวัสดิ์ รอดเจริญ · ศาลอุทธรณ์ - นายปสพ นพรัมภา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1000/2505ฎีกา 8735/2542ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 2170/2517ฎีกา 1959/2529ฎีกา 533/2521ฎีกา 4484/2536ฎีกา 9571/2544ฎีกา 5494/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา