⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 18/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องที่แตกต่างกับที่นำสืบเพียงเล็กน้อย โดยข้อใหญ่ใจความยังคงเดิม ศาลสามารถวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการพิจารณาได้

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าได้ฝากเงินจำเลยไว้ แต่นำสืบว่าโจทก์ได้ฝากเงินให้จำเลยไปฝากธนาคารนั้น เป็นเรื่องการแตกต่างกันเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น ข้อใหญ่ใจความของคดีคงอยู่ที่ว่า โจทก์ได้อ้างว่าเงินของโจทก์อยู่ที่จำเลย และขอให้จำเลยส่งคืนซึ่งข้อนี้จำเลยได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่เคยได้รับฝากเงินจากโจทก์ไว้เลยในวันที่โจทก์อ้างตามฟ้องนั้น จำเลยก็ไม่ได้รับเงินไว้จากโจทก์ ฉะนั้น หากทางพิจารณาคดีฟังได้ว่าจำเลยได้รับเงินของโจทก์ไว้ ศาลก็ชอบที่จะบังคับตามคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.657 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.672

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2512 โจทก์ได้ฝากเงิน 24,600 บาท ไว้กับจำเลย โดยมิได้ทำหนังสือไว้เป็นหลักฐาน โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบด้วยว่าโจทก์จะต้องเรียกเงินคืนภายใน 6 เดือน จำเลยได้รับฝากไว้โดยไม่เรียกร้องค่าบำเหน็จหรือค่ารักษาแต่อย่างใด เมื่อครบกำหนด 6 เดือนแล้ว โจทก์ทวงถาม จำเลยผัดผ่อน ครบกำหนดที่ผัดผ่อนแล้วจำเลยก็ไม่นำเงินมาคืนและไม่ยอมทำหนังสือไว้เป็นหลักฐาน ทนายโจทก์ได้ทวงถามไปยังจำเลย จำเลยไม่ยอมรับหนังสือทวงถาม โจทก์เสียหาย จำเลยต้องชดใช้ให้โดยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี เป็นเงิน 3,796.15 บาท ขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระเงิน28,396.15 บาทให้โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยรับฝากเงินจากโจทก์ ในวันที่ 10 ตุลาคม2512 จำเลยรับราชการที่กรมไปรษณีย์โทรเลข โจทก์คิดไม่สุจริตยักยอกเงินที่เรี่ยไรมาได้แล้วโยนบาปมาให้จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 24,600 บาทให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าได้ฝากเงินจำเลยไว้แต่นำสืบว่าโจทก์ได้ฝากเงินให้จำเลยไปฝากธนาคาร ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้ยกขึ้นเป็นข้อตำหนิคดีของโจทก์นั้น เป็นเรื่องการแตกต่างกันเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ข้อใหญ่ใจความของคดีคงอยู่ที่ว่า โจทก์ได้อ้างว่าเงินของโจทก์อยู่ที่จำเลยและขอให้จำเลยส่งคืน ซึ่งข้อนี้จำเลยได้ให้การต่อสู้แต่เพียงว่า จำเลยไม่เคยได้รับฝากเงินจากโจทก์ไว้เลย ในวันที่โจทก์อ้างตามฟ้องนั้นจำเลยก็ไม่ได้รับเงินไว้จากโจทก์ ฉะนั้นถ้าหากทางพิจารณาคดีฟังได้ว่าจำเลยได้รับเงินของโจทก์ไว้ และเงินจำนวนนั้นยังอยู่ที่จำเลยศาลก็ชอบที่จะบังคับตามคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ได้ ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์ได้มอบเงินให้แก่จำเลยไปจริงหรือไม่นั้นศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วเชื่อว่าจำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์จำนวนที่ฟ้องจริง พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2520 พระมหาธัมมาพิทักษาฯ โดยนายเลียง นาคเปี่ยม โจทก์ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายสมพงษ์ สืบอ่ำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พระมหาธัมมาพิทักษาฯ โดยนายเลียง นาคเปี่ยม · โจทก์ - ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นายสมพงษ์ สืบอ่ำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลอ จามรมาน · อุดม ทันด่วน · โสพิทย์ คังคะเกตุ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 2307/2518ฎีกา 7903/2568ฎีกา 272/2490ฎีกา 2135/2518ฎีกา 6105/2531ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1896/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 72/2505ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 848/2534ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1687/2497ฎีกา 1510/2520ฎีกา 3827/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา