⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 203/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 203/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- เมื่อโจทก์พิสูจน์ได้ว่าของกลางเป็นของต่างประเทศที่ต้องเสียภาษี จำเลยมีหน้าที่พิสูจน์ว่าได้เสียภาษีถูกต้องแล้ว - ค่าปรับตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 27 ให้กำหนดเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว โดยไม่แบ่งปรับเป็นรายบุคคล

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2467 มาตรา 27, 27 ทวิ เกี่ยวโยงไปถึงพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 17 ที่บัญญัติว่า "ของใดๆ อันเนื่องด้วยความผิดตาม มาตรา 27 ฯลฯ ท่านให้ริบเสียสิ้น ฯลฯ" ฟ้องโจทก์จึงเป็นการฟ้องร้องคดีอันเกี่ยวด้วยของซึ่งต้องยึด เพราะไม่เสียภาษีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 100 ซึ่งถ้าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงได้ว่าของกลางเป็นของต่างประเทศซึ่งต้องเสียภาษีแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องพิสูจน์ต่อไปว่าของกลางดังกล่าวได้เสียภาษีถูกต้องแล้ว พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ที่แก้ไขเพิ่มเติมบัญญัติให้ลงโทษปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วมิใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่าๆ กัน หรือปรับเป็นรายบุคคลคนละสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ดังนั้นการที่ศาลสั่งปรับจำเลยสามคนเป็นเงินสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว เป็นเงิน 1,280,832 บาท จึงเป็นการชอบแล้ว แต่ที่ให้แบ่งปรับคนละ 426,944 บาทนั้นย่อมเป็นการไม่ถูกต้องตาม มาตรา 27 ดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม.17 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.100

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันนำสินค้าหลายรายการเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๒๗ ทวิ (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๖, ๑๖, ๑๗ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๓ (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และริบของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๖ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๔๙๓ มาตรา ๓ จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ คนละสองปี ปรับจำเลยทั้งสามเป็นเงินสี่เท่าของราคาของตามบัญชีทรัพย์ของกลางอันดับ ๑-๒๐ รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน ๑,๒๘๐,๘๓๒ บาท โดยให้แบ่งปรับคนละ ๔๒๖,๙๔๔ บาท โดยจำคุกให้รอไว้ห้าปี ริบของกลางอันดับ ๑-๒๐ จำเลยทั้งสามและโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าหน้าที่พิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๒๗ ทวิ เกี่ยวโยงไปถึงพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๑๗ ที่บัญญัติว่า "ของใดๆ อันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา ๒๗ ฯลฯ ท่านให้ริบเสียสิ้น ฯลฯ" ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องร้องคดีอันเกี่ยวด้วยของซึ่งต้องยึดเพราะไม่เสียภาษีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐๐ ซึ่งถ้าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงได้ว่าของกลางเป็นของต่างประเทศที่ต้องเสียภาษีแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะพิสูจน์ต่อไปว่าของกลางดังกล่าวได้เสียภาษีถูกต้องแล้ว กรณีหาใช่ว่าปัญหาตามฟ้องโจทก์ไม่ตรงกับพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐๐ ดังจำเลยฎีกาโต้เถียงไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยนำของกลางตามรายการท้ายฟ้องอันดับ ๑-๒๔ เข้ามาในราชอาณาจักร โดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้เสียภาษีอากรแล้ว หรือของดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี แล้ววินิจฉัยต่อไปว่า สำหรับสินค้าอันดับ ๑ ถึง ๒๐ ที่ศาลอุทธรณ์ปรับจำเลยทั้งสามเป็นเงินสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว เป็นเงิน ๑,๒๘๐,๘๓๒ บาทนั้นชอบแล้ว แต่ที่ให้แบ่งปรับคนละ ๔๒๖,๙๔๔ บาทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเพราะพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ที่แก้ไขเพิ่มเติมบัญญัติให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ มิใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่าๆ กัน ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา หรือปรับเป็นรายบุคคล คนละสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วดังที่โจทก์ฎีกา อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดโทษจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และทั้งจำทั้งปรับ จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนดห้าปีนั้น เห็นว่าจำเลยน่าจะหลาบจำแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ตามฎีกาของโจทก์ที่ขอไม่ให้รอการลงโทษจำเลย พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ปรับจำเลยทั้งสามรวมกันเป็นเงินสี่เท่าของราคาของตามบัญชีทรัพย์ของกลางท้ายฟ้องอันดับ ๑ ถึง ๒๔ รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว เป็นเงิน ๑,๓๒๑,๑๓๖ บาท ริบของกลางตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับ ๑ ถึง ๒๔ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 203/2520 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจมส์ ควอลิติฯ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · ล. - ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจมส์ ควอลิติฯ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิทูร เทพพิทักษ์ · ล้วน นิลกำแหง · มงคล วัลยะเพ็ชร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายชูเชิด รักตะบุตร · ศาลอุทธรณ์ - นายสุวัฒน์ รัตรสาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3937/2541ฎีกา 16116/2555ฎีกา 779/2487ฎีกา 2499/2543ฎีกา 664/2506ฎีกา 1250/2500ฎีกา 2920/2554ฎีกา 3711/2534ฎีกา 531/2510ฎีกา 213/2487ฎีกา 723/2534ฎีกา 2605/2526ฎีกา 767/2480ฎีกา 7490/2540ฎีกา 789/2506ฎีกา 3159/2532ฎีกา 181/2551ฎีกา 543/2506ฎีกา 2453/2516ฎีกา 1889/2546ฎีกา 502/2486ฎีกา 758/2525ฎีกา 1113/2529ฎีกา 372/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา