คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 925/2520
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดต่อเนื่องกัน ถือเป็นกรรมเดียวกัน ต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด
ย่อคำพิพากษา
จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายแล้วทำลายบานประตูและกระจกหน้าต่างผู้เสียหายในทันทีทันใดนั้น ย่อมถือว่าเป็นกรรมเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวอีก ๒ คน ร่วมกันมีเหล็กชะแลงและปืนเป็นอาวุธติดตัวบุกรุกเข้าไปในบ้านแล้วขึ้นไปบนเรือนของนายสมใจ เตชะวณิชย์ ผู้เสียหายและจำเลยได้ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายนางเตือนใจ เตชะวณิชย์ ภริยาผู้เสียหาย จำเลยกับพวกได้ใช้ชะแลงงัดซี่เล็กประตูรั้วหน้าบ้าน ทุบโคมไฟรั้วหน้าบ้าน ป้ายชื่อที่ประตู ทุกระจกวงกบประตูบ้าน กระแทกบานประตูหน้าต่าง และฝาห้องของผู้เสียหายจนแตกพังทลายเสียหายหลายแห่ง เหตุเกิดที่แขวงบางซื่อ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๔, ๓๖๕, ๓๕๘, ๘๓
จำเลยให้การว่า เหตุที่เข้าไปในบ้านเกิดเหตุก็เพื่อจะถามเรื่องที่นางเตือนใจ น้องสาวของจำเลยและเป็นภริยาผู้เสียหายได้ให้ผู้เสียหายด่าว่ามารดาของจำเลย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมเปิดประตูให้เข้าไป จำเลยบันดาลโทสะได้ทุกบประตูและสิ่งของต่างๆ เสียหาย
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา ๓๖๒, ๓๖๕, ๓๕๘, ๘๓ ให้เรียงกระทงลงโทษฐานบุกรุกลงโทษตามมาตรา ๓๖๕ อันเป็นบทหนัก จำคุก ๒ ปี ผิดตามมาตรา ๓๕๘ จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๓ ปี ข้อหาอื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่าให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามมาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๑ ปี แต่ให้รอการลงโทษตามมาตรา ๕๖ มีกำหนด ๒ ปี ฯลฯ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของนายสมใจผู้เสียหาย แต่นายสมใจไม่อยู่บ้าน คงอยู่แต่นางเตือนใจภริยา นางเตือนใจเห็นจำเลยกับพวกจะเข้ามาจึงปิดประตูและหนีขึ้นชั้นบน จำเลยเข้าทำลายบานประตูและทุบกระจกหน้าต่าง แล้วจำเลยก็ออกไป ปัญหามีว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่างวาระ ถือว่าเป็นความผิดหลายกระทงหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายแล้วทำลายบานประตูและกระจกหน้าต่างผู้เสียหายในทันทีทันใดเช่นนี้ย่อมถือว่าเป็นกรรมเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๐ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 925/2520
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายสมบูรณ์ ประดับทอง ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · ล. - นายสมบูรณ์ ประดับทอง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พยนต์ ยาวะประภาษ · ยงยุทธ เลอลภ · ผสม จิตรชุ่ม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายเปลื้อง วัฑฒนาธร · ศาลอุทธรณ์ - นายปชงค์ นาคพันธวงศ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา