⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 131/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2522

ป.วิ.แพ่ง ม.173

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ฟ้องคดีใหม่โดยมีประเด็นแตกต่างจากคดีก่อน แม้จะเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเดียวกัน ก็ไม่ถือเป็นฟ้องซ้อนหากประเด็นแห่งคดีมิใช่ประเด็นเดียวกันโดยตรง

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 6 ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาทซึ่งจำเลยที่ 4 โอนขายให้จำเลยที่ 6 ประเด็นในคดีก่อนมีว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 6 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่พิพาทอันเป็นที่บางส่วนตาม น.ส. 3 ที่จำเลยที่ 4 โอนขายให้จำเลยที่ 6 นั้น เป็นของโจทก์ จำเลยที่ 4 ได้ น.ส. 3 มาโดยมิชอบ ประเด็นในคดีนี้มีว่าจำเลยที่ 4 ได้ น.ส. 3 มาโดยมิชอบหรือไม่ กับประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แม้ประเด็นในคดีนี้จะเกี่ยวข้องกับประเด็นในคดีก่อน แต่ก็มิใช่ประเด็นเดียวกันโดยตรง ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงมิใช่ฟ้องซ้อนกับคดีก่อน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ ๒๒ ไร่ ตามเส้นสีแดงในแผนที่ท้ายฟ้อง โดยซื้อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ โจทก์ครอบครองต่อจากเจ้าของเดิมเกิน ๑๐ ปีแล้ว โจทก์เคยยื่นคำร้องขอผ่อนผันแจ้งการครอบครองต่อจังหวัดนครราชสีมา แต่ทางจังหวัดไม่อนุมัติและแนะนำให้โจทก์ยื่นเข้ามาใหม่ เมื่อวันที่ ๑๘ และ ๒๘ กันยายน ๒๕๑๓ โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนายอำเภอสูงเนินผ่านจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นพนักงานที่ดินอำเภอดังกล่าว เพื่อให้ออก ส.ค. ๑ และ น.ส. ๓ ให้โจทก์ และโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอผ่อนผันการแจ้งการครอบครองที่ดินเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๓ ต่อจำเลยที่ ๑ โดยผ่านจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นปลัดอำเภอสูงเนิน สั่งให้จังหวัด ฯ พิจารณา จำเลยที่ ๖ ได้ยื่นคำร้องคัดค้าน คำขอผ่อนผันแจ้งการครอบครองของโจทก์อ้างว่าที่ดินเป็นของจำเลยที่ ๖ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๖ กับนายธวัชผู้จัดการ ตามคดีหมายเลขดำที่ ๒๘๒/๒๕๑๔ ของศาลชั้นต้นคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ต่อมาความจึงปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย คือ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๑๓ จำเลยที่ ๑ ออกประกาศให้มีการจับจองที่ดินบริเวณที่พิพาท วันที่ ๙ เดือนเดียวกัน จำเลยที่ ๔ ยื่นเรื่องราวขอจับจองต่อจำเลยที่ ๒ รวมเอาที่ของโจทก์บริเวณเส้นสีเหลืองและเขียวตามแผนที่ท้ายฟ้องเนื้อที่ประมาณ ๗ ไร่เข้าไปด้วย จำเลยที่ ๓ ออกประกาศจับจองที่ดินของจำเลยที่ ๔ ในวันเดียวกันกับที่จำเลยที่ ๔ ยื่นเรื่องราวนั้นเอง แต่มิได้นำประกาศไปปิดไว้ ณ ที่ดินที่จับจอง ยอมให้จับจองในที่ดินของโจทก์ ซึ่งมิใช่ที่รกร้างว่างเปล่า มิได้รังวัดเขตที่ดิน แสดงรูปแผนที่ผิดจากความเป็นจริง และนำเอาทางเกวียนเข้ามาในที่ดินที่ขอจับจอง ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับและกฎหมาย ในที่สุดจำเลยที่ ๑ ออกใบจองให้จำเลยที่ ๔ เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๓ วันที่ ๒๗ เดือนเดียวกัน จำเลยที่ ๔ ยื่นคำขอรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) โดยยังมิได้ทำประโยชน์จำเลยที่ ๓ ออกประกาศตามคำขอในวันเดียวกัน และในวันนั้นเองจำเลยที่ ๖ โดยจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นผู้จัดการยื่นเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทขายต่อจำเลยที่ ๑ ผ่านจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ออกประกาศขายในวันนั้นในที่สุดจำเลยที่ ๓ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยที่ ๔ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๑๓ คือ น.ส.๓ เล่ม ๑ หน้า ๑๙๕ สารบบเลขที่ ๙๗๘ และในวันเดียวกันจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๖ โดย จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ทำสัญญาจดทะเบียนให้ ขอให้พิพากษาว่าการออกใบจองหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นโมฆะและขอให้มีคำสั่งให้เพิกถอนเสีย จำเลยให้การต่อสู้หลายประการและต่อสู้ด้วยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ ๒๘๒/๒๕๑๔ ของศาลชั้นต้น ระหว่างสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานและพิพากษาฟ้องโจทก์ซ้อนกับคดีหมายเลขดำดังกล่าวแล้วให้ยกฟ้องโจกท์เสีย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยในคดีนี้ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ๒๘๒/๒๕๑๔ อันเป็นคดีแรกคือจำเลยที่ ๖ เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ มิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีแรกด้วยทั้งประเด็นในคดีแรกเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๖ ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยที่ ๖ ส่วนในคดีนี้มีประเด็นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ว่า ที่พิพาทบางส่วนตาม น.ส. ๓ ซึ่งจำเลยที่ ๔ โอนขายให้จำเลยที่ ๖ เป็นของโจทก์โดยจำเลยที่ ๔ ได้รับ น.ส. ๓ มาโดยมิชอบหรือไม่ กับประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ถึงจำเลยที่ ๓ แม้ประเด็นในคดีนี้จะเกี่ยวข้องกับประเด็นในคดีแรก แต่ก็มิใช่ประเด็นเดียวกันโดยตรง สภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสองคดีต่างกัน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๖ เข้ามาด้วยก็เพราะมีประเด็นพาดพิงเกี่ยวกับการซื้อที่ดินจากจำเลยที่ ๔ ดังนั้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ ๒๘๒/๒๕๑๔ ของศาลชั้นต้น คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2522 นายอำนวย ทิพย์อาภรณ์ โจทก์ นายจรวย ยิ่งสวัสดิ์ กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายอำนวย ทิพย์อาภรณ์ · ล. - นายจรวย ยิ่งสวัสดิ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กุศล บุญยืน · ปรีชา สุมาวงศ์ · สุวรรณพ กองวารี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายสายันต์ สุรสมภพ · ศาลอุทธรณ์ - นายประการ กาญจนศูนย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5882/2541ฎีกา 8235/2548ฎีกา 1397/2494ฎีกา 2204/2535ฎีกา 369/2522ฎีกา 10554/2557ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 6486/2558ฎีกา 9704/2558ฎีกา 6344/2540ฎีกา 3528/2524ฎีกา 15230/2555ฎีกา 746/2533ฎีกา 6554/2544ฎีกา 2960/2537ฎีกา 5047/2547ฎีกา 3622/2530ฎีกา 3131/2562ฎีกา 778/2503ฎีกา 6283/2552ฎีกา 4715/2529ฎีกา 4329/2545ฎีกา 15364-15365/2555ฎีกา 7635/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา