⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1453/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1453/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ โดยแบ่งหน้าที่กันทำ ถือเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ขับขี่รถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายขับชลอตามรถจักรยานที่ผู้เสียหายขี่ จำเลยที่ 2 กระชากแขนผู้เสียหายล้มลงแล้วลงจากรถบีบคอกระชากสร้อยคอของผู้เสียหายกลับไปขึ้นรถที่จำเลยที่ 1 จอดติดเครื่องรออยู่บริเวณที่เกิดเหตุออกรถหนีย้อนกลับ ทางเดิมไปทันที จำเลยแบ่งหน้าที่กันทำเป็นตัวการชิงทรัพย์ทั้ง 2 คน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี, 83, 78, ป.ว.1121 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14, 15 จำคุกจำเลยที่ 1 10 ปี จำเลยที่ 2 7 ปี6 เดือน ให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้าย เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 ลงจากรถชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำและพระนางกวักของนางสาวบัวแก้วฟองมูล ผู้เสียหายไป คดีมีข้อวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมกับจำเลยที่ 2ชิงทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 น่าเชื่อตามคำของนางสาวบัวแก้วผู้เสียหาย และนางสาวอำไพ ประจักษ์พยานโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1ได้ขี่รถจักรยานยนต์ชะลอคุยไปกับผู้เสียหายและขี่รถแซงขึ้นไปคุยกับนางสาวอำไพและกลับชะลอรถมาคุยกับผู้เสียหายอีก จำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่าขับคู่กันไป15 เมตร จึงเกิดเหตุ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถชะลอคู่ไปกับผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 2กระชากแขนผู้เสียหายจนรถจักรยานผู้เสียหายขี่ล้มลง แล้วจำเลยที่ 2 ได้กระโดดลงจากรถไปบีบคอแล้วกระชากสร้อยของผู้เสียหายนั้น จำเลยที่ 1 เห็นแต่ก็มิได้ห้ามปรามหรือขัดขวางจำเลยที่ 2 ประการใด กลับช่วยพาจำเลยที่ 2 หลบหนีทั้งผู้เสียหายยังร้องขอความช่วยเหลืออีก พฤติการณ์เช่นว่านี้เมื่อฟังประกอบกับคำรับของจำเลยที่ 1 ชั้นจับกุม และคำรับสารภาพชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.4, จ.7 และภาพถ่ายประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 1 ต้องได้ร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยกับจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดครั้งนี้แน่นอน มิฉะนั้นแล้วจำเลยที่ 1 คงไม่ติดเครื่องรถจักรยานยนต์รออยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ และการที่จำเลยที่ 1 ออกรถพาจำเลยที่ 2 หนีไปทันทีที่จำเลยที่ 2วิ่งมานั่งซ้อนท้ายและขับย้อนกลับไปทางเดิมนั้น ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมในการพาทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 เอาไปจากผู้เสียหายด้วย เข้าลักษณะแบ่งหน้าที่กันกระทำ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำความผิดด้วยกัน เป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ขอให้ลดโทษจำเลยในสถานเบานั้น เห็นว่าโทษที่ศาลล่างทั้งสองลงมานั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุให้ต้องแก้ไข" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1453/2522 อัยการลำพูน โจทก์ นายบุญธรรม ผุสดี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการลำพูน · จำเลย - นายบุญธรรม ผุสดี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ขจร หะวานนท์ · พิสัณห์ ลีตเวทย์ · จรัญ สำเร็จประสงค์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 593/2510ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 3595/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1315/2513ฎีกา 3380/2531ฎีกา 1/2567ฎีกา 5957/2530ฎีกา 643/2531ฎีกา 215/2556ฎีกา 4547/2530ฎีกา 2491-2493/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา