⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1813/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1813/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากเจ้าหนี้ทราบถึงภูมิลำเนาใหม่ของลูกหนี้แล้ว การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปยังภูมิลำเนาเดิมที่ลูกหนี้ได้ย้ายออกไปแล้ว ย่อมไม่ถือว่าเป็นการส่งหมายโดยชอบด้วยกฎหมาย และลูกหนี้ไม่มีความจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ

ย่อคำพิพากษา

แม้สัญญาประกันผู้ต้องหาที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ระบุว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 172 ซอยสุวรรณสวัสดิ์ฯลฯ ก็ตาม แต่ต่อมาจำเลยได้ย้ายจากภูมิลำเนาเดิมไปอยู่บ้านเลขที่ 633 ถนนสุขุมวิท ฯลฯ แล้ว และปรากฏจากการติดต่อนัดส่งตัวผู้ต้องหาระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลย แสดงว่าโจทก์ที่ 2 ได้ทราบถึงภูมิลำเนาใหม่ของจำเลยแล้วด้วยเช่นนี้ การที่โจทก์ฟ้องโดยระบุว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 172 ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิม จึงมิใช่ภูมิลำเนาจำเลย ครั้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ได้ โจทก์ก็แถลงศาลว่า ไม่ทราบว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด เป็นเหตุให้ศาลเชื่อสั่งให้โฆษณาทางหนังสือพิมพ์แทน จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 จะถือว่าจำเลยทราบการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้วไม่ได้ จำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การขอให้พิจารณาใหม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.79 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.199

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับเนื่องจากผิดสัญญาประกันผู้ต้องหาโจทก์นำเจ้าพนักงานศาลไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย ปรากฏว่าไม่มีตัวจำเลยอยู่ในบ้านตามที่ระบุในฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้ประกาศทางหนังสือพิมพ์แทนการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง และกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยทราบ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว และพิพากษาบังคับคดีตามฟ้อง ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้จำเลย จำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยย้ายที่อยู่นานแล้ว และโจทก์ก็ทราบที่อยู่ใหม่ของจำเลยดี แต่โจทก์กลับระบุภูมิลำเนาเดิมของจำเลยในคำฟ้อง ทำให้เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกและปิดหมายไม่ได้ ต้องใช้วิธีปิดประกาศหนังสือพิมพ์แทนเป็นเหตุให้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาถ้าจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีแล้ว คำตัดสินชี้ขาดของศาลจะต้องเปลี่ยนไป และก่อนพิพากษาคดีนี้ จำเลยก็นำตัวผู้ต้องหามอบแก่โจทก์แล้ว จำเลยอาจขอลดเบี้ยปรับต่อศาลได้ ขอให้พิจารณาคดีใหม่ โจทก์คัดค้านว่าโจทก์ไม่มีทางทราบได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใดจึงต้องประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งหมาย ถือว่าจำเลยทราบฟ้องของโจทก์แล้ว ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและจำเลยผิดสัญญาประกันต่อโจทก์ ไม่มีเหตุที่จะให้พิจารณาคดีใหม่ ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลสั่งให้ลงโฆษณาหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องทางหนังสือพิมพ์ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาคดีนี้ใหม่ตั้งแต่เวลาที่จำเลยขาดนัด โดยจัดให้มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สัญญาประกันผู้ต้องหาที่จำเลยทำไว้กับโจทก์จะระบุว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 172 ซอยสุวรรณสวัสดิ์ แขวงทุ่งมหาเมฆก็ตาม ก็ได้ความจากคำโจทก์ที่ 2 (ชั้นพิจารณาคดีฝ่ายเดียว) ว่า เมื่อถึงวันนัดส่งตัวผู้ต้องหา จำเลยไม่ได้ไปพบหรือแจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ ได้มีหนังสือติดต่อหลายครั้ง ขัดข้องส่งให้ไม่ได้เพราะไม่มีตัวผู้รับ จึงได้ออกหมายจับแสดงว่า โจทก์ไม่สามารถติดต่อหรือพบจำเลยได้ ณ ภูมิลำเนาที่แจ้งไว้เดิมเลขที่ 172 จำเลยก็เบิกความว่า ต่อมาได้ไปพบโจทก์ที่ 2 ขอผัดติดตามตัวผู้ต้องหาและขอให้รอการบังคับตามสัญญาประกัน โจทก์ที่ 2 ก็ได้บันทึกไว้ว่าจำเลยรับราชการเป็นครูอยู่โรงเรียนยูมินกงสวยที่ถนนสุรวงศ์ และมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 633 ถนนสุขุมวิท 93 ต่อมาเมื่อโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยก็จ่าหน้าซองว่าจำเลยอยู่บ้านเลขที่ 633 และเมื่อจำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ที่ 2ว่าไปพบโจทก์ที่ 2 ตามนัดไม่ได้เพราะต้องติดตามตัวผู้ต้องหา ก็ระบุว่าเขียนไปจากบ้านเลขที่ 633 จึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 2 ทราบแล้วว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 633 หาได้อยู่ที่บ้านเลขที่ 172 ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมไม่ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยระบุในฟ้องว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 172 บ้านดังกล่าวจึงมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยครั้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ได้ โจทก์ก็แถลงศาลว่าไม่ทราบว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด เป็นเหตุให้ศาลเชื่อสั่งให้โฆษณาทางหนังสือพิมพ์แทน จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 จะถือว่าจำเลยทราบการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้วไม่ได้ จำเลยไม่จงใจขาดนัด พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1813/2522 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหนองจอก โดย โจทก์ พันตำรวจตรีประวิทย์ อินทุลักษณ์ กับพวก โจทก์ นางประทุม อักษรมี หรือตุวินันท์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหนองจอก โดย · โจทก์ - พันตำรวจตรีประวิทย์ อินทุลักษณ์ กับพวก · จำเลย - นางประทุม อักษรมี หรือตุวินันท์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จินดา บุญศิริ · โสพิทย์ คังคะเกตุ · พิศิษฏ์ เทศะบำรุง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1843/2536ฎีกา 396/2536ฎีกา 345/2520ฎีกา 3488/2545ฎีกา 280/2530ฎีกา 1460/2515ฎีกา 1913/2520ฎีกา 10/2548ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1383/2506ฎีกา 1395/2534ฎีกา 2266/2515ฎีกา 2884/2541ฎีกา 1546/2514ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1010/2520ฎีกา 12445/2547ฎีกา 1055/2510ฎีกา 7040/2543ฎีกา 2379-2380/2532ฎีกา 813/2528ฎีกา 3794/2536ฎีกา 2051/2536ฎีกา 5441/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา