⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2691/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2691/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การวินิจฉัยของศาลจะต้องอยู่ภายในกรอบของข้อเท็จจริงที่คู่ความได้ยกขึ้นอ้างในคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น หากศาลวินิจฉัยเกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ถือเป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอ ต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกันทำละเมิด โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมทุจริตกับจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหาย ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมทุจริตกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเกินเลยไปว่า จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย จึงเป็นการพิพากาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ทำงานอยู่กับโจทก์ในหน้าที่ผุ้ช่วยผุ้จัดการและสมุหบัญชีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหน่วยงานของโจทก์ จำเลยที่ ๔ เป็นนิติบุคคลและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๒ ทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการ จำเลยที่ ๓ ทำหน้าที่ผู้จัดการธนาคารเชียทรัสต์ จำกัด สาขาจังหวัดภูเก็ต จำเลยที่ ๔ เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๗ จำเลยที่ ๑ ได้ทำการทุจริตต่อโจทก์โดยลอบไปเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารเอเชียทรัสต์ จำกัด สาขาจังหวัดภูเก็ต ในนามของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดภูเก็ต โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยที่ ๒ ได้ร่วมมือกับการทุจริตของจำเลยที่ ๑ ด้วย โดยยอมให้จำเลยที่ ๑ เปิดบัญชีดังกล่าวทั้งที่มิได้มีหนังสือให้ความยินยอมจากโจทก์ และยอมให้จำเลยที่ ๑ เซ็นชื่อสั่งจ่ายถอนเงินฝากในบัญชีดังกล่าวได้โดยลำพังตนเอง จำเลยที่ ๓ ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการที่ยอมให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวได้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ถอนเงินของโจทก์ไปใช้จ่ายเป็นประโยชน์ส่วนตัวเป็นเงิน ๕๗๘,๙๙๖.๑๕ บาท การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๔ ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องรับผิดร่วมด้วย ขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน ๕๗๘,๙๙๖.๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันโจทก์ทราบความละเมิดจนถึงวันฟ้อง ๓๖,๑๘๗ บาท และดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวของต้นเงิน ๕๗๘,๙๙๖.๑๕ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่าได้เปิดบัญชีให้โดยสุจริต มิได้ประมาทเลินเล่อและมิได้ร่วมมือกับจำเลยที่ ๑ ทำการทุจริตคดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ทุจริตนำเงินของโจทก์ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวจำนวน ๕๗๘,๙๙๖.๑๕ บาท ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ ได้ร่วมมือทุจริตกับจำเลยที่ ๑ ด้วย แต่การที่จำเลยที่ ๒ รับเปิดบัญชีเมื่อจำเลยที่ ๑ มาขอเปิดบัญชีในนามของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดภูเก็ต โดยมิได้ตรวจสอบหลักฐานให้แน่ชัดเสียก่อนว่าจำเลยที่ ๑ มีอำนาจทำได้หรือไม่ เป็นความบกพร่องของจำเลยที่ ๒ ที่ไม่ปฏิบัติในสิ่งที่ควรปฏิบัติถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิด และจำเลยที่ ๒ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๔ การทำละเมิดในทางการที่จ้างจำเลยที่ ๔ ต้องรับผิดร่วมด้วย ส่วนจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ได้ว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ต้องรับผิด คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ และถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๖๑๕,๑๘๓.๑๕ บาท พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๕๗๘,๙๙๖.๑๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ร่วมทุจริตกับจำเลยที่ ๑ การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อไปอีกว่า เป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ ทำให้โจทก์ต้องเสียหายนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้อง เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๒ ก็ไม่ต้องรับผิดด้วย ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นเรื่องค่าเสียหาย คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ด้วย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการร่วมมือกับจำเลยที่ ๑ กระทำการทุจริตเอาเงินของโจทก์ไปประเด็นจึงมีว่าจำเลยที่ ๒ ได้ร่วมมือกับจำเลยที่ ๑ กระทำการทุจริตจริงหรือไม่ เมื่อตามข้อเท็จจริงจำเลยที่ ๒ มิได้ร่วมมือกับจำเลยที่ ๑ กระทำการทุจริตต่อโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเกินเลยไปว่า จำเลยที่ ๒ ประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการละเมิดต่อโจทก์ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2691/2522 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฯ โจทก์ นายธีระ ตันสกุล กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฯ · ล. - นายธีระ ตันสกุล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)แต่ง ทองภักดี · สมชัย ทรัพยวณิช · เฟื่องขจิต รัศมิภูติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเสวก จันทรผ่อง · ศาลอุทธรณ์ - นายสหัส สิงหวิริยะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา