⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2731/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2731/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว ย่อมผูกพันศาลในคดีแพ่งให้ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญานั้น แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้เป็นโจทก์ในคดีอาญาด้วยก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ในคดีส่วนอาญาศาลได้สืบพยานโจทก์จำเลยและได้มีการวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นของคดีนั้นว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยได้ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้เสียหาย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุด ดังนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 โดยต้องฟังว่า โจทก์ไม่มีพยานสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือกระทำละเมิดด้วย แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้ฟ้องหรือร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญาด้วยก็ตาม โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เสียหายก็จำต้องผูกพันตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.226 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.227 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท.ศ. -๖๘๘๒ ของนางลี่เค็ง จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ ได้ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ โดยประมาทชนรถหมายเลขทะเบียน ก.ท.ศ. ๖๘๘๒ ดังกล่าวเสียหาย โจทก์ในฐานผู้รับประกันภัยได้เสียเงินค่าซ่อมไปทั้งสิ้น ๔,๐๐๐ บาท จึงรับช่วงสิทธิในความเสียหายดังกล่าว ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ผู้รั่บช่วงสิทธิ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ได้ขายรถยนต์คันเกิดเหตุให้จำเลยที่ ๒ ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้โอนทะเบียน จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ศาลแขวงพระนครใต้ได้พิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ประมาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การและฟ้องแย้งว่า ความประมาทเกิดจากนายสมพลลูกจ้างกระทำการในทางการที่จ้างของนางลี่เค็งผู้เอาประกันภัย ศาลแขวงพระนครใต้ได้พิพากษายกฟ้อง คดีซึ่งจำเลยที่ ๒ เป็นจำเลย โดยวินิจฉัยว่า รถของนางลี่เค็งได้ชนรถของจำเลยที่ ๒ เอง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นความประมาทของจำเลยที่ ๒ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ ศาลจำต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา รถคันหมายเลขทะเบียน ก.ท.ศ.-๖๘๘๒ เสียหายเพียงเล็กน้อย ค่าซ่อมไม่เกิน ๔๐๐ บาท เหตุที่เกิดชนกันเพราะความประมาทของนายสมพล ทำให้รถจำเลยที่ ๒ เสียหายเป็นเงิน ๒,๐๑๕ บาท จึงฟ้องแย้งขอให้โจทก์ซึ่งเป็นผุ้รับประกันภัยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ๓,๖๙๗ บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติฟังได้ว่า มูลเหตุกรณีนี้ จำเลยที่ ๒ ได้ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงพระนครใต้ในข้อหาขับรถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ชนรถยนต์ของนางลี่เค็งซึ่งมีนายสมพลเป็นผู้ขับได้รับความเสียหาย ศาลแขวงพระนครใต้พิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด ตามคำพิพากษาอาญาดังกล่าว ศาลแขวงพระนครใต้วินิจฉัยไว้ว่า โจทก์ไม่ได้ตัวนายสมพลและนายสมชาติประจักษ์พยานมาเบิกความในชั้นศาลคงส่งแต่คำให้การชั้นสอบสวนของพยานทั้งสองจึงไม่อาจรับฟังสนับสนุนว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องได้ นอกจากนี้ยังได้วินิจฉัยถึงกรณีแวดล้อมอื่นๆ ประกอบแล้วฟังว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลย(หมายถึงจำเลยที่ ๒ คดีนี้) ขับรถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่นเสียหายและได้พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าในคดีอาญานั้นศาลได้สืบพยานโจทก์จำเลยและได้มีการวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นของคดีแล้วว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลเห็นว่า จำเลยที่ ๒ ได้กระทำความผิดตามโจทก์ฟ้อง ดังนั้น ในการพิพากษาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ โดยต้องฟังว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ ๒ ได้กระทำความผิดหรือกระทำละเมิด แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้ฟ้องหรือร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญานั้นด้วยก็ตาม ก็หาใช่ข้ออ้างที่ยกขึ้นให้เป็นการฝ่าฝืนหรือขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวได้ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๗/๒๕๑๔ ที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2731/2522 บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด โจทก์ นายจรัส จรัสโพธิรักษา กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด · ล. - นายจรัส จรัสโพธิรักษา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนิท อังศุสิงห์ · มงคล วัลยะเพ็ชร์ · สันติ์ ธีรนิติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุทิน นนทแก้ว · ศาลอุทธรณ์ - นายบัญชา กุลทนันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1951/2519ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา