⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3187-3188/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3187-3188/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเช่าซื้อรถยนต์และขอให้บังคับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อโจทก์ แม้ทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขและโจทก์ได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากตัวแทนจำหน่ายของจำเลยราคา 68,000 บาท ชำระในวันทำสัญญา 16,000 บาท และผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท ตลอดมา ชำระงวดสุดท้ายแล้ว 40,000 บาท เมื่อโจทก์ขอให้แก้ชื่อในทะเบียนรถยนต์เป็นชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ตัวแทนของจำเลยและจำเลยขอผัดเรื่อยมาจึงขอให้บังคับจำเลยจัดการจดทะเบียนรถยนต์แก้ชื่อเป็นชื่อของโจทก์ ดังนี้ เป็นฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม โจทก์หาจำต้องแสดงหลักฐานสัญญาเช่าซื้อประกอบข้ออ้างในคำฟ้องไม่ โจทก์ฟ้องว่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยโดยมี ส.ตัวแทนจำหน่ายของจำเลย ดังนี้ การที่ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยรู้แล้วยอมให้ ส.เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลย จำเลยต้องรับผิดเสมือนว่า ส.เป็นตัวแทนของจำเลย จึงเป็นการวินิจฉัยตามข้อหาในฟ้องที่ว่า ส.เป็นตัวแทนของจำเลย ไม่เป็นการเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้อง แม้โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนแก้ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทตามสัญญาซึ่งโจทก์เรียกว่าสัญญาเช่าซื้อ แต่เมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่าสัญญานั้นเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข และโจทก์ได้ชำระราคารถยนต์พิพาทครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ตามสัญญานั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องเรียกชื่อสัญญาดังกล่าวว่าสัญญาเช่าซื้อ หาเป็นข้อสารสำคัญไม่ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนแก้ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.136 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.315 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.821

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยราคา ๖๘,๐๐๐ บาท ชำระแล้วในวันทำสัญญา ๑๖,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท การขายรถยนต์ดังกล่าวมีนายสุนทรเจ้าของห้างสุนทรบริการตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยเป็นผู้จัดการขายให้โจทก์ โจทก์ชำระเงินงวดสุดท้ายแล้วแต่จำเลยไม่จัดการโอนทะเบียนให้ จึงขอให้ศาลบังคับ จำเลยให้การว่า นายสุนทรไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลย บริษัทอุดรเจริญศรี (๑๙๖๘) เป็นตัวแทนของจำเลย โจทก์ทำสัญญาซื้อรถคันพิพาทจากจำเลย โจทก์ผิดนัดไม่ชำระเงินค่างวด สัญญาจึงเลิกกัน โจทก์ไม่แสดงสัญญาเช่าซื้อจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม และสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สำนวนที่สอง จำเลยในสำนวนแรกเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์สำนวนแรกเป็นจำเลย ให้คืนรถคันพิพาทหรือใช้ราคา จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อรถคันพิพาทจากตัวแทนของโจทก์และชำระราคาแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและเรียกโจทก์สำนวนแรกและจำเลยในสำนวนที่ ๒ ว่า โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกกับโจทก์ในสำนวนที่ ๒ ว่าจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนทะเบียนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทนจำเลย บริษัทสหไทยไฟแนนซ์ จำกัด จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียด้วย แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ นายวิจิตรโจทก์ที่ ๑ และบริษัทสหไทยไฟแนนซ์ จำกัด จำเลยฎีกา คดีมีประเด็นมาสู่ศาลฎีกาดังนี้ ๑. ฟ้องโจทก์สำนวนแรกเคลือบคลุมหรือไม่ ๒. นายสุนทรเป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยหรือไม่ ๓. ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านายสุนทรเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องสำนวนแรกหรือไม่ ๔. โจทก์ที่ ๑ ชำระราคารถพิพาทให้จำเลยครบถ้วนตามสัญญาแล้วหรือไม่ ๕. โจทก์สำนวนแรกมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในประเด็นข้อ ๑ โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากตัวแทนจำหน่ายของจำเลยราคา ๖๘,๐๐๐ บาท ชำระในวันทำสัญญา และผ่อนชำระเป็นรายเดือนๆ ละ ๒,๐๐๐ บาทตลอดมา ชำระงวดสุดท้ายแล้ว ๔๐,๐๐๐ บาท เมื่อโจทก์ขอให้แก้ชื่อในทะเบียนรถยนต์เป็นชื่อโจทก์เป็นเจ้าของตัวแทนของจำเลยและจำเลยขอผัดเรื่อยมา ได้มอบอำนาจให้ทนายความแจ้งไปยังจำเลย จำเลยกลับมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญามายังโจทก์จึงขอให้บังคับจำเลยจัดการจดทะเบียนรถยนต์แก้ชื่อเป็นชื่อโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าของดังนี้ เห็นว่าเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว หาจำต้องแสดงหลักฐานหนังสือสัญญาเช่าซื้อประกอบข้ออ้างดังฎีกาจำเลยไม่ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ประเด็นข้อ ๒,๓ ที่ว่านายสุนทรเป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยหรือไม่ และที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นตัวแทนเชิดนั้นเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องหรือไม่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพยานบุคคลของโจทก์หลายปากได้แก่ผู้ซื้อรถยนต์มาสด้าจากนายสุนทรเบิกความว่าที่ห้างของนายสุนทรทั้งในอำเภอเมืองสกลนคร และอำเภอพังโคนมีป้ายโฆษณาว่าเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มาสด้าทั้งโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงท้องถิ่น ประกอบกับพยานบุคคลและพยานเอกสารของจำเลยแสดงว่าจำเลยยอมรับรองการกระทำของนายสุนทรว่าเป็นการจำหน่ายรถยนต์แทนจำเลย ถือได้ว่ายอมให้นายสุนทรเชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยในการขายรถยนต์พิพาทให้โจทก์ จำเลยต้องรับผิด ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ทราบถึงการกระทำของนายสุนทร ไม่ได้ยอมให้นายสุนทรเชิดตัวเองเป็นตัวแทนนั้น เห็นว่าได้ความตามคำเบิกความของนายประสิทธิ์พยานจำเลยประกอบพยานเอกสารหมาย ล.๘ และ ล.๙ ซึ่งเป็นบันทึกคำเบิกความในคดีอื่นของนายเจริญกรรมการผู้จัดการบริษัทอุดรเจริญศรี จำกัด ว่า บริษัทดังกล่าวนี้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มาสด้าของจำเลย รถยนต์บริษัทได้ให้นายสุนทรรับรถยนต์มาสด้าของจำเลยไปจำหน่ายโดยแบ่งประโยชน์ให้นายสุนทรครึ่งหนึ่งการขายเงินสด นายสุนทรจะส่งเงินให้บริษัทส่งต่อไปให้จำเลย จำเลยจะออกหลักฐานพร้อมทั้งใบโอนรถให้ ถ้าขายเงินผ่อนนายสุนทรจะให้ผู้ซื้อลงชื่อในแบบฟอร์มสัญญาของจำเลยกับบันทึกรายละเอียดข้อตกลงเรียกว่าใบปะหน้าส่งให้บริษัทพร้อมกับเงินดาวน์ส่งต่อไปยังจำเลย เจ้าหน้าที่ของจำเลยจะกรอกข้อความตามใบปะหน้าที่นายสุนทรทำ เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข เอกสารหมาย ล.๑ และ จำเลยเก็บใบปะหน้าไว้ กับปรากฏตามเอกสารหมาย ล.๗ ซึ่งเป็นบันทึกคำเบิกความในคดีอื่นของนายประสิทธิ์ทำงานในตำแหน่งหัวหน้าเร่งรัดหนี้สินของจำเลยว่า ใบปะหน้านี้ตัวแทนจำเลยเป็นผู้บันทึกตามคำบอกกล่าวของผู้ซื้อ และบางทีมีลายมือชื่อของผู้บันทึกด้วย พฤติการณ์เหล่านี้แสดงว่าจำเลยทราบถึงการกระทำของนายสุนทรตลอดมา รับฟังได้ว่าจำเลยรู้แล้วยอมให้นายสุนทรเชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดเสมือนว่านายสุนทรเป็นตัวแทนของจำเลย และการวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยตามข้อหาในฟ้องที่ว่านายสุนทรเป็นตัวแทนของจำเลย จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญานั้นแล้ว จึงหาเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องดังจำเลยฎีกาไม่ ประเด็นข้อ ๔ ที่ว่าโจทก์ที่ ๑ ชำระราคารถยนต์พิพาทให้จำเลยครบถ้วน ตามสัญญาแล้วหรือไม่ ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่านายสุนทรเป็นตัวแทนของจำเลย ประกอบกับข้อเท็จจริงยุติโดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันว่า โจทก์ที่ ๑ ได้ชำระราคารถยนต์พิพาทให้นายสุนทรครบถ้วนแล้ว ดังนี้ เห็นว่า การที่โจทก์ที่ ๑ ชำระราคารถยนต์ให้แก่นายสุนทรรับไว้ในฐานะตัวแทนของจำเลย จึงมิใช่เป็นการชำระต่อผู้อื่น จึงหาอาจถือว่าเป็นเพียงการฝากส่งให้จำเลยตามสัญญาเอกสารหมาย ล.๑ ข้อ ๓ ดังที่จำเลยฎีกานั้นไม่ ฟังได้ว่าโจทก์ที่ ๑ ชำระราคารถยนต์พิพาทให้จำเลยครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ประเด็นข้อ ๕ ในสำนวนแรก โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ข้อเท็จจริงยุติว่าสัญญาเกี่ยวกับรถยนต์พิพาทระหว่างนายวิจิตรโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนแรกกับจำเลยตามเอกสารหมาย ล.๑ เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข มิใช่สัญญาเช่าซื้อดังที่โจทก์เรียกชื่อมาในฟ้องในปัญหาที่ว่าโจทก์ที่ ๑ มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยตามสัญญาเอกสารหมาย ล.๑ ดังกล่าวหรือไม่นั้นเห็นแม้ว่าแม้โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนแก้ชื่อโจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทตามสัญญาซึ่งโจทก์เรียกว่าสัญญาเช่าซื้อ แต่เมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่าสัญญานั้นเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขตามเอกสารหมาย ล.๑ ซึ่งผูกพันระหว่างโจทก์ที่ ๑ และจำเลยอยู่ประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นว่า โจทก์ที่ ๑ ได้ชำระราคารถยนต์พิพาทครบถ้วนแล้ว ดังนี้โจทก์ที่ ๑ จึงได้กรรมสิทธิ์รถยนต์ตามสัญญานั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องเรียกชื่อสัญญาดังกล่าวว่าสัญญาเช่าซื้อ หาเป็นข้อสารสำคัญไม่ และโจทก์ที่ ๑ มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนแก้ชื่อโจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทได้ตามสัญญาข้อ ๑๑ พิพากษาแก้ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลทั้งสองสำนวนแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม ๔,๐๐๐ บาท. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3187 - 3188/2522 นายวิจิตร โชติกีรติเวช โจทก์ บริษัทสหไทยไฟแนนซ์ จำกัดฯ ล. บริษัทสหไทยไฟแนนซ์ จำกัดฯ โจทก์ นายวิจิตร โชติกีรติเวช กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิจิตร โชติกีรติเวช · ล. - บริษัทสหไทยไฟแนนซ์ จำกัดฯ · โจทก์ - บริษัทสหไทยไฟแนนซ์ จำกัดฯ · ล. - นายวิจิตร โชติกีรติเวช กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนัคฆ์ คล้ายสังข์ · วิถี ปานะบุตร · ไพบูลย์ เพียรรู้จบ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสง่า ศิลปประสิทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปรีชา พานิชยวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 6105/2531ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 359/2521ฎีกา 1896/2492ฎีกา 4879/2533ฎีกา 991/2548ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6058/2538ฎีกา 7966/2544ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา