คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2522
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำยึดทรัพย์สินที่เชื่อว่าเป็นของผู้ถูกบังคับคดี โดยที่เจ้าของทรัพย์สินนั้นไม่ได้คัดค้านหรือแสดงสิทธิในทรัพย์สินนั้นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ถือเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต ไม่เป็นการทำละเมิดต่อเจ้าของทรัพย์สินนั้น
ย่อคำพิพากษา
ที่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกของบิดามารดาโจทก์และภริยาของลูกหนี้จำเลย ลูกหนี้จำเลยเป็นผู้ทำนาในที่พิพาทตลอดมา ขณะที่จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดที่พิพาทโจทก์ก็อยู่ด้วย โจทก์มิได้คัดค้านว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์แต่ผู้เดียว และมิได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาแสดงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจทราบได้ว่าที่พิพาทไม่ใช่เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา การที่จำเลยนำยึดที่พิพาทจึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๔๓ ตำบลโคกโดด อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาจะขายที่แปลงนี้ให้แก่นายสมบูรณ์เป็นเงิน ๓๓,๐๐๐ บาท ปรากฏรายละเอียดตามสัญญาท้ายฟ้องต่อมาจำเลยได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของโจทก์เพื่อขายทอดตลาด โดยอ้างว่าเป็นที่ดินของนายพิมพ์ลูกหนี้จำเลย โจทก์ได้ร้องคัดค้านและแจ้งให้จำเลยทราบถึงเรื่องการซื้อขายระหว่างโจทก์กับนายสมบูรณ์ ขอให้จำเลยถอนการยึด จำเลยเพิกเฉย เป็นเหตุให้โจทก์ถูกปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท และขาดกำไรจากการขายเป็นเงิน ๑๙,๘๑๕ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๒๙,๘๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์กับนายพิมพ์ นางเหรียญ จำเลยนำยึดเฉพาะส่วนของนายพิมพ์เท่านั้น จำเลยเชื่อและเข้าใจว่าที่พิพาทที่จำเลยยึดเป็นของนายพิมพ์ เพราะนายพิมพ์เป็นผู้ครอบครองทำนาในที่พิพาทตลอดมา จำเลยนำยึดโดยใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต จึงไม่เป็นละเมิด คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ แต่เห็นว่าจำเลยนำยึดโดยสุจริต ไม่เป็นละเมิด พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ ฯลฯ คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาเพียงว่าการกระทำของจำเลยนั้นเป็นการละเมิดหรือไม่ ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังมาว่า ที่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกของบิดามารดาโจทก์และนางเหรียญภริยานายพิมพ์ลูกหนี้จำเลย นายพิมพ์เป็นผู้ทำนาพิพาทตลอดมา ขณะที่จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่พิพาทโจทก์นี้ได้อยู่ในขณะนั้นด้วย ในการยึดทรัพย์โจทก์มิได้คัดค้านว่าที่ดินที่ถูกยึดเป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ทั้งมิได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ของที่พิพาทมาแสดงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดูและแจ้งให้ทราบว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจทราบได้ว่าที่พิพาทไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ฟังได้ว่าการที่จำเลยนำยึดที่พิพาทเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2522
นายจำปา ไชยเลิศ โจทก์
นายวิเนตร ใจดี ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายจำปา ไชยเลิศ · ล. - นายวิเนตร ใจดี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชุบ วีระเวคิน · สงวน สิทธิไชย · พัลลภ เสถียรธรรมกิจ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายองอาจ โรจนสุพจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายอุทิศ บุญชู |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา