⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1584-1585/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1584-1585/2523

ป.พ.พ. ม.1382 · ป.วิ.แพ่ง ม.26, 226

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมคำฟ้องไว้ในคำฟ้องอุทธรณ์ ย่อมถือว่าจำเลยได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ตามกฎหมายแล้ว และสามารถยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ฎีกาได้ โจทก์สามารถขอเพิ่มเติมคำฟ้องเพื่อให้ข้อเท็จจริงในคำฟ้องมีความชัดแจ้งบริบูรณ์ขึ้นได้ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยจะมิได้ยื่นคำแถลงโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมคำฟ้องตามคำร้องของโจทก์ไว้โดยตรง แต่ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานและพิพากษาคดีในครั้งแรกจำเลยได้กล่าวไว้ในคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยชัดแจ้งว่า จำเลยขอโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้อง เช่นนี้เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่และมีการดำเนินคดีต่อมาย่อมถือว่า จำเลยได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) แล้วจำเลยจึงหยิบยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ฎีกาได้ การที่โจทก์ขอเพิ่มเติมคำฟ้องในรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินที่จำเลยเช่าจากโจทก์ ว่าที่ในสัญญาเช่าท้ายฟ้องระบุที่ดินโฉนดเลขที่ 2622 นั้นผู้เขียนสัญญาเขียนผิดไปความจริงเป็นการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2662 ตามคำฟ้องเดิมนั้นเองมิใช่ที่ดินแปลงอื่นทั้งนี้เพื่อให้คำฟ้องเดิมของโจทก์มีความชัดแจ้งบริบูรณ์ขึ้นโจทก์ย่อมขอเพิ่มเติมได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.26 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.26 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้อง และให้ใช้ค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อที่จำเลยฎีกาในข้อ (5) ว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และมาตรา 180 ต้องเป็นการแก้คำฟ้อง แต่ตามคำร้องขอเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ (ฉบับลงวันที่ 5พฤศจิกายน 2513) เป็นการขอแก้ไขเอกสารที่ส่งศาลท้ายฟ้อง จึงไม่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ปัญหานี้แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยื่นคำแถลงโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมคำฟ้องตามคำร้องของโจทก์ไว้โดยตรง แต่ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานและพิพากษาคดีนี้ในครั้งแรก จำเลยทั้งสองได้กล่าวไว้ในคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชัดแจ้งว่าจำเลยขอโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้อง เช่นนี้ เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ และมีการดำเนินคดีต่อมา ย่อมถือว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) แล้วจำเลยจึงหยิบยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ฎีกาได้ ส่วนข้อที่ว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมคำฟ้องเดิมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ได้พิเคราะห์คำร้องขอเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์ขอเพิ่มเติมคำฟ้องในรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินที่จำเลยทั้งสองเช่าจากโจทก์ว่า ที่ในสัญญาเช่าท้ายฟ้องระบุที่ดินโฉนดเลขที่ 2622 นั้น ผู้เขียนสัญญาเขียนผิดไป ความจริงเป็นการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2662 ตามคำฟ้องเดิมนั้นเอง มิใช่ที่ดินแปลงอื่น ทั้งนี้เพื่อให้คำฟ้องเดิมของโจทก์มีความชัดแจ้งบริบูรณ์ขึ้น โจทก์ย่อมขอเพิ่มเติมได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(2) คำฟ้องของโจทก์ที่เสนอภายหลังโดยคำร้องเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม และโจทก์ยื่นก่อนวันชี้สองสถาน ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมคำฟ้อง จึงเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในข้อ (6) ว่า จำเลยทั้งสองได้ยื่นบัญชีระบุพยานและขอให้ศาลเผชิญสืบที่พิพาท แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบพอที่จะวินิจฉัยคดีได้ ไม่ต้องสืบที่พิพาทอีกจึงให้งดสืบพยานพิพาท เป็นการไม่ชอบ เพราะถ้าศาลได้ไปดูที่พิพาทก็อาจเห็นว่าบ้านของจำเลยทั้งสองมิได้ปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดของโจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจของศาลในการสืบพยานหลักฐานอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2518 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1584 - 1585/2523 นางทองอยู่ บูรณะ โจทก์ นางช้อย หรือลมุน ร่มรื่น จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางทองอยู่ บูรณะ · จำเลย - นางช้อย หรือลมุน ร่มรื่น
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วัฒน์ ผดุงจิตร · ชลูตม์ สวัสดิทัต · สนิท อังศุสิงห์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9788/2553ฎีกา 945/2537ฎีกา 5473/2548ฎีกา 759/2494ฎีกา 231/2482ฎีกา 1280/2492ฎีกา 107/2493ฎีกา 2194/2552ฎีกา 4415/2528ฎีกา 1247/2510ฎีกา 4335/2539ฎีกา 3081/2527ฎีกา 1360/2544ฎีกา 7927/2538ฎีกา 781/2538ฎีกา 4258/2541ฎีกา 1095/2473ฎีกา 1196/2513ฎีกา 1733/2498ฎีกา 5438/2537ฎีกา 4470/2543ฎีกา 801/2515ฎีกา 4185/2547ฎีกา 824-825/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา